
เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและจับตาเป็นพิเศษ เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ครั้งที่ 1/2569 ก่อนประชุมต่อเนื่องคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 2/2569
ทันทีที่ขบวนรถนายกรัฐมนตรีเคลื่อนถึงอาคารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ และผู้บังคับบัญชาระดับสูง ต่างยืนรอต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของวาระการประชุมครั้งนี้
สาระสำคัญอยู่ที่การ “ปรับโครงสร้างตำแหน่งข้าราชการตำรวจสายงานสืบสวนสอบสวน” ให้เป็น “ตำแหน่งควบ” ซึ่งสามารถปรับระดับเพิ่ม–ลดได้ในตัวเอง เพื่อให้สอดรับกับภารกิจ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และความซับซ้อนของคดีในยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ เพื่อใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น ตามกรอบของ พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ซึ่งถือเป็นกฎหมายแม่บทของการปฏิรูปตำรวจรอบใหม่
การขยับโครงสร้างครั้งนี้ ถูกมองว่าอาจเป็น “หมากสำคัญ” ในการปลดล็อกข้อจำกัดของสายสอบสวน ที่ที่ผ่านมาเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเส้นทางความก้าวหน้าและความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย หากหลักเกณฑ์ประเมินถูกวางไว้อย่างโปร่งใสและยึดโยงกับผลงานจริง ก็อาจช่วยยกระดับมาตรฐานกระบวนการสอบสวนทั้งระบบ
ระหว่างการเดินเข้าสู่ห้องประชุม ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีเหตุระเบิดที่คลังสรรพาวุธ กก.ตชด.21 ตำบลเฉนียง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ นายกรัฐมนตรีเพียงพยักหน้า ก่อนชี้ไปยังโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดแทน สะท้อนท่าทีระมัดระวังต่อประเด็นอ่อนไหวที่สังคมกำลังจับตา

ทั้งนี้ การประชุมสองบอร์ดใหญ่ในวันเดียวกัน ถูกมองว่าเป็นสัญญาณชัดถึงความพยายามเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างจริงจัง คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า “จะปรับตำแหน่งอย่างไร” หากแต่อยู่ที่ว่า ระบบประเมินใหม่จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับตำรวจในเครื่องแบบ และประชาชนผู้รอคอยความยุติธรรม ได้มากเพียงใด
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความก้าวหน้าในสายวิชาชีพตำรวจ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องตำแหน่ง แต่คือความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ