
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนการปฏิรูประบบสาธารณสุขไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งยกระดับคุณภาพบริการทางการแพทย์ให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ความเคลื่อนไหวสำคัญครั้งนี้เกิดขึ้นหลังองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาค เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อผลักดันการพัฒนาระบบ “Digital Health Wallet” หรือ “กระเป๋าสุขภาพดิจิทัล” ซึ่งถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านระบบสุขภาพไทยจากยุคเอกสารสู่ยุคที่ประชาชนสามารถบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพของตนเองได้อย่างแท้จริง
นางสาวลลิดากล่าวว่า นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบนโยบายให้เร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบสาธารณสุขดิจิทัลที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยประเทศไทยได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในประเทศนำร่องของภูมิภาค ร่วมกับสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เพื่อร่วมพัฒนาแนวทางและกรอบการดำเนินงานด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพดิจิทัลตามมาตรฐานสากลขององค์การอนามัยโลก
การก้าวสู่บทบาทประเทศนำร่องครั้งนี้ ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างประเทศในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้การรักษาพยาบาลและการดูแลสุขภาพของประชาชนมีความต่อเนื่องและไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น
สำหรับ Digital Health Wallet เป็นนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนวิธีการจัดเก็บและใช้ข้อมูลสุขภาพของประชาชน โดยข้อมูลสำคัญ อาทิ ประวัติการรักษา ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ประวัติการใช้ยา รวมถึงข้อมูลสุขภาพที่จำเป็นอื่น ๆ จะถูกจัดเก็บในระบบดิจิทัลที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง เจ้าของข้อมูลสามารถควบคุมและกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลได้ด้วยตนเอง
ระบบดังกล่าวจะช่วยลดปัญหาการตรวจซ้ำที่ไม่จำเป็น ลดภาระการจัดเตรียมเอกสารทางการแพทย์ เพิ่มความรวดเร็วในการวินิจฉัยและรักษาโรค รวมถึงช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้อย่างทันท่วงที ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการรักษาพยาบาลและประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุขโดยรวม
นอกจากนี้ กลุ่มประชาชนที่ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนจากระบบดังกล่าว ได้แก่ แรงงานข้ามชาติ นักท่องเที่ยว ผู้ที่เดินทางระหว่างประเทศเป็นประจำ รวมถึงผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในหลายสถานพยาบาล เนื่องจากสามารถพกพาข้อมูลสุขภาพติดตัวไปได้ทุกที่ และนำมาใช้ได้ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน โดยไม่ต้องรวบรวมเอกสารจำนวนมากเหมือนในอดีต
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การผลักดัน Digital Health Wallet ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในระบบสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงและบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพของตนเอง พร้อมเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวสู่ระบบสุขภาพแห่งอนาคตที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลข้ามพรมแดนได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศไทยในการสร้างระบบสาธารณสุขยุคใหม่ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ยกระดับคุณภาพการรักษาพยาบาล และเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพของประชาชนให้พร้อมรับความท้าทายในโลกดิจิทัลอย่างยั่งยืน
