เปิดโปงขบวนการ ‘กุมารจีน’ สวมสิทธิ์เด็กไทย! แม่จีนพาลูกหนี-พ่อทิพย์โผล่หลายรายจนท.รัฐส่อรู้เห็น

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 นายรัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ เลขานุการคณะทำงานเฉพาะกิจปราบปรามภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง เปิดเผยความคืบหน้าปฏิบัติการกวาดล้างขบวนการ “กุมารจีน” หรือเครือข่ายสวมสิทธิ์แจ้งเกิดบุตรโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 32 ราย จากทั้งหมด 35 หมายจับ

ผู้ต้องหาทั้งหมดจะถูกนำตัวไปสอบปากคำที่ สน.บางยี่เรือ เพื่อขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการ เส้นทางการเงิน และจำนวนเงินที่เกี่ยวข้อง ก่อนพิมพ์ลายนิ้วมือและส่งฝากขังต่อศาล โดยพนักงานสอบสวนได้ยื่นคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาทุกราย เนื่องจากพบว่ากลุ่มแม่ชาวจีนเริ่มไหวตัวและพาบุตรหลบหนีออกจากที่พักอาศัยแล้ว

สำหรับ “นายเฉิน ยินไล” กลุ่มทุนจีนรายสำคัญ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ถูกตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจับกุมไปแล้วตั้งแต่ปี 2567 ในคดีฟอกเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก่อนขยายผลเส้นทางการเงินจนพบว่า “นางเป้าเจียว” ภรรยา ได้หลบหนีออกนอกประเทศพร้อมลูกทั้ง 3 คนไปเป็นเวลานานแล้ว ส่วนกรณีของนางเป้าเจียว พบว่าเคยมีชายชาวจังหวัดลำปางรับหน้าที่เป็น “พ่อทิพย์” รับรองบุตรให้ ซึ่งถูกดำเนินคดีไปแล้วในปฏิบัติการ “ย้อนเกล็ดมังกร” ก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบชายไทยอีกหลายรายที่ถูกสงสัยว่าเป็น “พ่อทิพย์” หลังพบพฤติการณ์รับรองบุตรให้กับครอบครัวชาวจีนหลายครอบครัว และสวมสิทธิ์ให้เด็กมากกว่า 1 คน คดีดังกล่าวยังขยายผลไปถึงโรงพยาบาลอีก 4-5 แห่ง หลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักเครือข่ายทุนจีนและพบเด็กหลายคนที่ไม่มีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลเดิม ก่อนตรวจสอบย้อนหลังพบว่าเด็กเหล่านี้ถูกแจ้งเกิดในโรงพยาบาลอื่นนอกเหนือจากที่เคยเป็นข่าว ขณะนี้ฝ่ายระบบของกรมการปกครองอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลว่า มีคู่ที่เป็นชายไทยในฐานะ “พ่อทิพย์” กับแม่ชาวจีนเข้าแจ้งเกิดในโรงพยาบาลเหล่านี้มากน้อยเพียงใด

เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตว่า ตามกระบวนการปกติ การซื้อแพ็กเกจคลอดและการแจ้งเกิดจะต้องมีการตรวจสอบเอกสารและยืนยันตัวตนของบิดาและมารดาอย่างเข้มงวด แต่ในหลายกรณีกลับไม่พบว่าบิดาปรากฏตัวในกระบวนการคลอดจริง ทว่ากลับมีชื่อเป็นบิดาในสูติบัตรอย่างน่าสงสัย

ส่วนกรณีครอบครัวของเจ้าหน้าที่รัฐรายหนึ่งออกมาระบุว่า ผู้ถูกดำเนินคดีอาจเป็นเพียง “แพะรับบาป” เพราะออกสูติบัตรตามเอกสารที่ยื่นมาครบถ้วนนั้น นายรัฐวิชยืนยันว่า ข้ออ้างดังกล่าวฟังไม่ขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่ใช้ดุลพินิจและตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด

แต่จากการตรวจสอบกลับพบว่า เจ้าหน้าที่บางรายปล่อยปละละเลย นำเอกสารทั้งหมดไปให้บุคคลภายนอกเป็นผู้ดำเนินการแทน อีกทั้งพฤติการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงรายเดียว แต่พบในหลายกรณี จึงเชื่อว่ามีส่วนรู้เห็นเป็นใจ และจะมีการตรวจสอบระบบรับคำร้องทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติม

ล่าสุด จากผู้ต้องหาทั้งหมด 35 หมายจับ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้แล้ว 32 ราย เหลืออีก 3 ราย โดย 1 ราย คือ นางเป้าเจียว หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว ส่วนอีก 2 ราย อยู่ระหว่างติดตามจับกุม

สำหรับ ประเด็นการขยายผลไปยังโรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่รัฐรายอื่น ชุดทำคดียืนยันว่า ขณะนี้พบความผิดชัดเจนของเจ้าหน้าที่รัฐย่านฝั่งธนบุรีเพียง 1 ราย แต่หากพบผู้ร่วมกระทำผิดเพิ่มเติมจะดำเนินการขยายผลต่อทันที

ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ เวลา 13.30 น. จะมีการประชุมร่วมของ 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย ตำรวจ กรมการปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ปปง. และสำนักงาน ป.ป.ท. ที่กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 8 โดยได้เชิญผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุดเข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อหารือข้อกฎหมายสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นว่าคดีดังกล่าวเข้าข่าย “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” หรือไม่ รวมถึงกำหนดแนวทางรับมือกับคดีลักษณะเดียวกันอีกหลายร้อยกรณีที่รอการขยายผลในอนาคต

ขณะที่บรรยากาศหน้า สน.บางยี่เรือ หลานสาวของหนึ่งในผู้ต้องหาคดีพ่อทิพย์ได้นำข้าวกล่องและน้ำดื่มมาเยี่ยม พร้อมเปิดเผยทั้งน้ำเสียงเป็นห่วงว่า เชื่อว่าลุงอาจไม่รู้เรื่องกับขบวนการนี้ หรืออาจถูกนายจ้างหลอกให้เซ็นเอกสารรับรอง เพราะปกติทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยและขับรถจักรยานยนต์รับจ้างเป็นอาชีพเสริม จึงไม่ค่อยได้กลับบ้าน

เธอยอมรับว่าขณะนี้ครอบครัวอยู่ในภาวะเครียดและกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะหากศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว หรือกำหนดวงเงินประกันสูง เพราะครอบครัวอาจต้องไปกู้ยืมเงินเพื่อนำมาประกันตัวผู้ต้องหาต่อไป