ล่าทุกบาทคืนเหยื่อ! รัฐเปิดยุทธการ ‘Connect the Dots’ ปิดวงจรฟอกเงิน

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย เปิดเผยว่า เงินที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพหลอกไปจากประชาชนนั้น แทบไม่เคยหยุดนิ่งอยู่ในที่เดียว แต่จะถูกโยกย้ายต่อเนื่องหลายทอดเพื่อลบร่องรอยและหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

โดยเส้นทางการเงินมักเริ่มจากการโอนเข้าบัญชีธนาคารหนึ่ง ก่อนถูกโอนไปยังบัญชีอื่นอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อให้ติดตามได้ยากขึ้น บางส่วนถูกนำไปซื้อทองคำซึ่งสามารถซื้อขายและแปลงกลับเป็นเงินสดได้ง่าย ก่อนจะไหลเข้าสู่บริษัทที่จดทะเบียนบังหน้า และท้ายที่สุดเงินจำนวนดังกล่าวมักถูกโอนออกนอกประเทศ

ปัญหาสำคัญในอดีตคือ หน่วยงานรัฐแต่ละแห่งถือข้อมูลเพียงคนละส่วนของเส้นทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยมองเห็นเฉพาะธุรกรรมในระบบธนาคาร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เห็นเฉพาะธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เห็นเฉพาะธุรกรรมต้องสงสัยที่มีการรายงานเข้ามา ขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเห็นเพียงข้อมูลโครงสร้างบริษัท ส่งผลให้ไม่มีหน่วยงานใดสามารถมองเห็นเส้นทางเงินผิดกฎหมายได้ครบทั้งสาย

ด้วยเหตุนี้ ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 จึงได้รายงานความคืบหน้ามาตรการสำคัญ 4 ด้าน เพื่อปิดช่องโหว่ในทุกจุดที่อาชญากรใช้เป็นทางผ่านของเงินสกปรก

มาตรการแรก คือ การปิดช่องทางผ่านร้านทอง โดยธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ร้านทองรายใหญ่ที่ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องรายงานข้อมูลการซื้อขายที่เป็นสกุลเงินบาท และให้สถาบันการเงินเฝ้าระวังลูกค้าที่มีการซื้อทองคำในปริมาณมากผิดปกติ

มาตรการที่สอง คือ การปิดช่องทางผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล โดย ก.ล.ต. กำหนดให้แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลต้องส่งข้อมูลผู้โอนและผู้รับโอนทุกครั้งตามหลัก “Travel Rule” เพื่อไม่ให้คริปโตเคอร์เรนซีเป็นพื้นที่มืดที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตามรอยได้

มาตรการที่สาม คือ การเร่งความเร็วในการแจ้งเตือนธุรกรรมต้องสงสัย โดย ปปง. ได้ผลักดันให้ผู้ประกอบธุรกิจรายงานธุรกรรมผิดปกติผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ทันที แทนการรายงานล่าช้า ซึ่งที่ผ่านมาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เงินถูกเคลื่อนย้ายออกไปไกลจนยากต่อการติดตาม

ส่วนมาตรการที่สี่ คือ การปิดช่องทางผ่านบริษัทนอมินี โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะตรวจสอบบริษัทที่มีคนต่างชาติร่วมถือหุ้นหรือเป็นกรรมการในลักษณะเสี่ยงอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงินก่อนนำเงินออกนอกประเทศ

ดร.เอกนิติ กล่าวว่า หัวใจสำคัญที่จะทำให้ทั้ง 4 มาตรการทำงานเชื่อมโยงกันได้จริง คือ ระบบ “Consent-driven Hub for Exchange of Compliance Knowledge and Encrypted Data” หรือ “CHECKED” ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างธนาคาร ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ร้านทอง และหน่วยงานกำกับดูแลต่าง ๆ ภายใต้หลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด โดยเปิดเผยเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

“ที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานเหมือนนักสืบที่ถือชิ้นส่วนของปริศนาเพียงคนละชิ้น แต่เมื่อข้อมูลถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน ทุกหน่วยงานจะมองเห็นเส้นทางเงินทั้งเส้นพร้อมกัน และสามารถตัดสินใจสกัดกั้นได้อย่างรวดเร็วก่อนที่เงินจะหลุดออกนอกระบบ” ดร.เอกนิติ กล่าว

ทั้งนี้ การเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ในหลายระดับ ตั้งแต่การเพิ่มโอกาสในการอายัดและติดตามเงินคืนให้แก่ผู้เสียหาย การลดจำนวนเหยื่อรายใหม่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไปจนถึงการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลทางการเงินของไทยให้ทัดเทียมสากล ลดความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะถูกจัดอยู่ในบัญชีประเทศที่มีความเสี่ยงด้านการฟอกเงินสูง ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและต้นทุนการทำธุรกรรมระหว่างประเทศของภาคธุรกิจไทย

สำหรับระยะต่อไป คณะอนุกรรมการฯ จะเดินหน้าขยายการเชื่อมโยงข้อมูลให้ครอบคลุมตัวกลางทางการเงินทุกประเภท ภายใต้แนวคิด “Connect the Dots” หรือการเชื่อมต่อจุดข้อมูลจากทุกหน่วยงานให้กลายเป็นภาพเดียวกัน โดยเชื่อว่ายิ่งเชื่อมโยงข้อมูลได้มากและรวดเร็วเท่าใด ช่องว่างที่มิจฉาชีพเคยใช้หลบหนีก็จะยิ่งแคบลง และในอนาคตฐานข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ประเมินความเสี่ยงของผู้ทำธุรกรรม เพื่อป้องกันและสกัดกั้นความเสียหายก่อนจะเกิดขึ้น

รัฐบาลเชื่อว่าการ “Connect the Dots” ครั้งนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความโปร่งใส ความเป็นธรรม และเสริมความมั่นคงให้กับระบบการเงินไทยในระยะยาว