
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวย้ำว่า การกำหนดยุทธศาสตร์การค้าและนโยบายเศรษฐกิจของประเทศในยุคปัจจุบัน ไม่อาจพึ่งพา “สัญชาตญาณ” หรือ “ตัวเลขผิวเผิน” ได้อีกต่อไป หากแต่ต้องตั้งอยู่บนฐานของ ข้อมูลเชิงลึกที่ถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ และตรวจสอบได้ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ซึ่งความมั่นคงและการค้าได้หลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแยกไม่ออก
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงานเสวนา Trade Talk ครบรอบ 11 ปี สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ภายใต้หัวข้อ “เศรษฐกิจไทย 2569: ปรับโครงสร้าง วางอนาคตทั่วถึง” โดยระบุว่า การแข่งขันในโลกการค้ายุคใหม่ ไม่ได้วัดกันที่มูลค่าการส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของประเทศในการ อ่านเกมโลก เข้าใจห่วงโซ่อุปทาน และกำหนดบทบาทของไทยในระบบเศรษฐกิจโลกอย่างแม่นยำ เพื่อให้การตัดสินใจเชิงนโยบายลดความเสี่ยง และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
นางศุภจี ระบุว่า ข้อมูลที่มีคุณภาพไม่เพียงช่วยให้รัฐมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นรากฐานของ “ความเชื่อมั่น” (Trust) ซึ่งถือเป็นหัวใจของการค้าในเวทีโลก ทั้งในมิติการกำหนดนโยบายภาครัฐ และการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน โดย สนค. มีบทบาทสำคัญในฐานะคลังข้อมูลด้านการค้าที่โปร่งใส เชื่อถือได้ และสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ด้าน นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนางสาวณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการ สนค. ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันสะท้อนความย้อนแย้งอย่างชัดเจน แม้ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคจะปรับตัวดีขึ้น ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ และการส่งออกที่เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ประชาชนจำนวนมากยังคงเผชิญ ค่าครองชีพสูง รายได้ไม่มั่นคง และกำลังซื้อที่เปราะบางสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจไทย และไม่อาจแก้ไขได้ด้วยมาตรการระยะสั้นหรือการกระตุ้นเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว
ในการเสวนาครั้งนี้ สนค. ได้นำเสนอโมเดลการวิเคราะห์เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงภาพเศรษฐกิจมหภาค การค้าในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงสำคัญ อาทิ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาท ราคาพลังงาน และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า โดยชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังขาดการเชื่อมโยงระหว่าง “ราคา–รายได้–โอกาส” ของประชาชนในหลายมิติ
สนค. ระบุว่า แม้การส่งออกของไทยจะเติบโตอย่างโดดเด่น แต่ผลประโยชน์ทางการค้ายังคง กระจุกตัวอยู่กับผู้ส่งออกรายใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs มีอัตราการอยู่รอดต่ำ และมูลค่าการส่งออกกระจุกอยู่ในไม่กี่พื้นที่ ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่สามารถส่งผ่านไปสู่ฐานรากได้อย่างทั่วถึง
ด้วยเหตุนี้ สนค. จึงเสนอแนวคิด “Harmonizing Trade” เพื่อปรับโครงสร้างการค้าไทยให้เกิดการประสานพลังระหว่างรายใหญ่และรายย่อย ผ่านการปรับสมดุลโครงสร้างสินค้า การสร้างโอกาสให้ SMEs เข้าถึงตลาด และการกระจายผลประโยชน์ทางการค้าไปสู่ทุกภูมิภาคอย่างเป็นธรรม
นอกจากนี้ ยังเสนอแนวทางยกระดับภาคเกษตรและภาคบริการ โดยใช้ ข้อมูล เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นฐานในการกำหนดนโยบาย เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่สะท้อนเพียงตัวเลขบนกระดาษ แต่เชื่อมโยงไปสู่ คุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมตอกย้ำบทบาทของ สนค. ในฐานะกลไกหลักในการสนับสนุนการวางยุทธศาสตร์การค้าไทย ให้พร้อมรับมือการแข่งขันในเวทีโลกอย่างยั่งยืน