เปิดตำนาน ‘วัดต่อแพ’ วิหารผีดุริมยวมจากวัดร้างกลางป่าช้าสู่ศิลปะไทยใหญ่สุดวิจิตร

ท่ามกลางขุนเขาและสายหมอกของจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีวัดเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีตั้งสงบอยู่ริมฝั่งขวาของลำน้ำยวมในตำบลแม่เงา อำเภอขุนยวม สถานที่แห่งนี้คือ “วัดต่อแพ” วัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ที่ไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถานของชุมชนเท่านั้น แต่ยังเป็นดั่งบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ของเมืองชายแดนที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าชวนค้นหา

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่บริเวณวัด สิ่งแรกที่สะดุดสายตาคือ “วิหารไม้” ศิลปะไทยใหญ่ผสมพม่าอันวิจิตร หลังคาสูงสง่า มีรูปแบบคล้ายวิหารวัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง เสากลมขนาดใหญ่เรียงตัวอย่างงดงาม ขณะที่เพดานภายในวิหารเขียนลวดลายสีทองอ่อนช้อยละเอียดละเมียด จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในวิหารที่สวยที่สุดของจังหวัดแม่ฮ่องสอน

แต่กว่าความงดงามจะปรากฏเช่นทุกวันนี้ พื้นที่แห่งนี้เคยเป็น “วัดร้าง” ที่ชาวบ้านต่างหวาดกลัว

คนเฒ่าคนแก่เล่าต่อกันมาว่า เดิมบริเวณนี้เป็นวัดเก่าของชาวลัวะ หรือชาวละว้า เหลือเพียงซากเจดีย์โบราณที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมอยู่กลางองค์เจดีย์ ท่ามกลางบรรยากาศวังเวง จนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เพราะเชื่อกันว่าผีดุและมีสิ่งลี้ลับสิงสถิตอยู่

กระทั่งยุคการค้าขายทางน้ำรุ่งเรือง พ่อค้าที่เดินทางล่องแพจากพื้นที่นี้ไปยังอำเภอแม่สะเรียงและประเทศพม่า ได้ร่วมแรงร่วมใจกับชาวบ้านฟื้นชีวิตวัดร้างแห่งนี้ขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขาช่วยกันสร้างศาลาการเปรียญ บูรณะเจดีย์เก่าโดยสร้างองค์ใหม่ครอบ พร้อมอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระอรหันต์มาบรรจุไว้ และสร้างวิหารคู่กับองค์เจดีย์

ชื่อ “วัดต่อแพ” จึงมีที่มาจากวิถีชีวิตของชาวบ้านในอดีต ที่นิยมใช้ไม้ไผ่มาต่อเป็นแพสำหรับขนสินค้าเดินทางค้าขายตามลำน้ำยวม

วัดแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนตั้งวัดอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2461 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปี พ.ศ. 2525

อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของวัดต่อแพเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นจุดพักกำลังก่อนเดินทัพเข้าสู่ประเทศพม่า วิหารเล็กหน้าเจดีย์ถูกใช้เป็นสถานที่พิมพ์ธนบัตร ขณะที่ใต้ถุนศาลาวัดกลายเป็นสถานพยาบาลสนามสำหรับรักษาทหารบาดเจ็บ

และเมื่อทหารญี่ปุ่นเสียชีวิตจากโรคภัยหรือการสู้รบ ร่างของพวกเขาก็ถูกฝังไว้ภายในบริเวณวัดแห่งนี้ ปัจจุบันยังคงมีอนุสรณ์สถานทหารญี่ปุ่นตั้งอยู่บริเวณกำแพงด้านหน้าทางเข้าวัด เป็นร่องรอยความสูญเสียที่ยังเตือนใจผู้คนถึงพิษภัยของสงคราม

สำหรับจุดเด่นด้านสถาปัตยกรรม “เจดีย์และวิหาร” ที่ตั้งเคียงคู่กันถือเป็นหัวใจสำคัญของวัดต่อแพ เจดีย์ทรงไทยใหญ่ผสมพม่ามีฐานแปดเหลี่ยมสีขาว ตัดกับช่วงบนสีทองอร่าม รอบองค์เจดีย์ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำทิศ พร้อมสิงห์เฝ้ามุมทั้ง 4 ด้าน ส่วนยอดประดับฉัตรโลหะ 7 ชั้น แขวนระฆังจำนวนมาก ส่งเสียงกังวานยามสายลมพัดผ่าน

ขณะที่ศาลาการเปรียญยกพื้นสูงแบบไทยใหญ่ หลังคาซ้อนลดหลั่นหลายชั้น ประดับลวดลายฉลุอย่างประณีต ใต้ถุนศาลายังแขวน “เถาลูกสะบ้า” พร้อมข้อความคติธรรมเตือนใจผู้คน ส่วนภายในอาคารเก็บรักษาภาพถ่ายเก่าแก่และโบราณวัตถุล้ำค่าของวัดไว้จำนวนมาก

นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปศิลปะพม่าและไทยใหญ่ ทั้งพระประธาน พระพุทธรูปทรงเครื่อง พระบัวเข็ม ตลอดจนธรรมาสน์โบราณและ “จองพารา” อันวิจิตร

หนึ่งในสมบัติล้ำค่าที่สุดของวัด คือ “ผ้าม่านประดับทับทิม” อายุเก่าแก่กว่า 150 ปี ถ่ายทอดเรื่องพุทธประวัติตอนพระเวสสันดรเสด็จประพาสอุทยาน ซึ่งสร้างขึ้นในประเทศพม่า ก่อนมีผู้มีจิตศรัทธานำมาถวายแด่เจ้าอาวาสวัดต่อแพ

วันนี้ “วัดต่อแพ” จึงไม่ใช่เพียงวัดเก่าแก่กลางเมืองสามหมอก หากแต่เป็นสถานที่ที่รวบรวมทั้งศิลปะ ความเชื่อ ประวัติศาสตร์ และบาดแผลจากสงครามเอาไว้ในพื้นที่เดียวอย่างน่าอัศจรรย์ และยังคงรอให้นักเดินทางได้เข้ามาสัมผัสเสน่ห์อันลึกซึ้งด้วยสายตาของตัวเองสักครั้งในชีวิต

เรื่อง/ภาพ : ประเสริฐ เทพศรี