เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 จังหวัดแม่ฮ่องสอนรายงานสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง พบว่า วันที่ 7 มกราคม มีจุดความร้อนเกิดขึ้น 7 จุด และเมื่อรวมตั้งแต่วันที่ 1–8 มกราคม มีจุดความร้อนสะสมแล้ว 21 จุด โดยอำเภอแม่ลาน้อยพบมากที่สุด 8 จุด ส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติถึง 16 จุด
ขณะที่คุณภาพอากาศโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยค่า PM2.5 วันที่ 8 มกราคม วัดได้ที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน 6.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อยู่ในระดับดีมาก อำเภอแม่สะเรียง 16.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และอำเภอปาย 19.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งยังต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ด้านกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ออกประกาศห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิด ยกเว้นพื้นที่ตามแผนบริหารจัดการเชื้อเพลิง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 30 เมษายน 2569 โดยหวังควบคุมไฟป่าและการลอบเผา ด้วยมาตรการที่ใช้ต่อเนื่องมาหลายปี
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในพื้นที่สะท้อนว่า การแก้ไขปัญหาไฟป่าในแม่ฮ่องสอนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยังไม่สามารถแก้ที่ต้นตอได้ เนื่องจากรัฐยังไม่เข้าใจบริบทท้องถิ่นและความยากจนของประชาชนอย่างแท้จริง แม้งบประมาณด้านการป้องกันไฟป่าจะเพิ่มขึ้นทุกปี แต่จำนวนไฟป่ากลับไม่ลดลง

แหล่งข่าวระบุว่า สาเหตุสำคัญของไฟป่าคือการเผาเพื่อเก็บหาของป่าในช่วงต้นฤดูฝน โดยเฉพาะเห็ดป่า เช่น เห็ดเผาะและเห็ดระโงก ซึ่งมีราคาสูงและเป็นรายได้สำคัญของชาวบ้านยากจน การสั่งห้ามเผาในพื้นที่เหล่านี้จึงไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต และมักนำไปสู่การลอบเผาในภายหลัง
ยิ่งไปกว่านั้น การห้ามเผาอย่างเด็ดขาดยังทำให้เกิดการสะสมของเชื้อเพลิงจากเศษใบไม้ในป่า เมื่อเกิดไฟในภายหลังจะลุกลามรุนแรงและสร้างควันหนาทึบ ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงเกินมาตรฐาน กระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง

ทั้งนี้ เสียงสะท้อนจากพื้นที่มองว่า หากรัฐยังคงใช้มาตรการเดิมโดยไม่ปรับให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและวิถีชุมชน ปัญหาไฟป่าในแม่ฮ่องสอนอาจไม่เพียงไม่ลดลง แต่มีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นในปีที่สภาพอากาศร้อนจัดเช่นนี้
