พรรคประชาชนเดินหน้าไม่ถอยเปิด 4 ปมร้อนเขย่า กกต.คดีฮั้ว สว. 229 ราย

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ที่พรรคประชาชน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวตั้งข้อสังเกตต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการพิจารณาคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยระบุว่า ขณะนี้สายตาของสังคมกำลังจับจ้องไปยัง กกต. ทั้ง 7 คน ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดว่าคดีดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังศาลหรือไม่

นายพริษฐ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้พิจารณาพยานหลักฐานและมีมติเห็นว่ามีบุคคลอย่างน้อย 229 คน เข้าข่ายกระทำความผิด ประกอบด้วย สว. อย่างน้อย 138 คน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหนึ่งอีกอย่างน้อย 91 คน ซึ่งมีทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและบุคคลในคณะรัฐมนตรีรวมอยู่ด้วย โดยเสนอให้ กกต. ดำเนินคดีและยื่นคำร้องต่อศาลกับบุคคลทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ภายหลัง กกต. ได้แต่งตั้งคณะอนุวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนและปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 เพื่อกลั่นกรองสำนวนดังกล่าว ก่อนที่คณะอนุวินิจฉัยฯ จะมีความเห็นสวนทางกับคณะไต่สวน โดยเสนอให้ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน เนื่องจากเห็นว่าไม่มีมูลความผิด

นายพริษฐ์ระบุว่า จากความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของทั้งสองคณะ ทำให้การตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ที่ กกต. ทั้ง 7 คน โดยมีทางเลือก 3 แนวทาง คือ เห็นชอบตามคณะไต่สวนและส่งเรื่องทั้ง 229 คนให้ศาลพิจารณา เห็นชอบตามคณะอนุวินิจฉัยฯ และยกคำร้องทั้งหมด หรือเลือกส่งฟ้องเฉพาะบางรายและยกคำร้องบางราย ซึ่งอาจทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยว่ามีการเลือกปฏิบัติหรือปกป้องบุคคลสำคัญบางกลุ่มหรือไม่ ทั้งนี้ คาดว่ากระบวนการพิจารณาจะได้ข้อสรุปภายในเดือนกันยายน 2569 ตามกรอบเวลา 90 วัน

นายพริษฐ์ย้ำว่า มีอย่างน้อย 4 เหตุผลสำคัญที่ กกต. ควรมีมติส่งเรื่องทั้งหมดไปยังศาล เหตุผลแรก คือ พยานหลักฐานในคดีนี้มีน้ำหนักและความชัดเจนมากกว่าหลายคดีที่ กกต. เคยมีมติส่งฟ้องไปก่อนหน้านี้ โดยหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนประกอบด้วยรูปแบบการลงคะแนนที่ผิดธรรมชาติ หลักฐานโพยเลือกตั้ง การนัดหมายบุคคลในเครือข่ายก่อนวันเลือก สว. หลักฐานการเดินทาง การจัดหาตั๋วเครื่องบิน เสื้อหรืออุปกรณ์ที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ร่วมกัน คลิปเสียงการพูดคุย รวมถึงเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ

นายพริษฐ์ ระบุว่า หากเทียบกับบางคดีในอดีตที่ กกต. เคยส่งเรื่องไปยังศาล ทั้งที่มีเพียงข้อความสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์เป็นหลักฐาน การไม่ส่งคดีฮั้ว สว. ซึ่งมีหลักฐานหลากหลายและเข้มข้นกว่ามาก อาจทำให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานการพิจารณาที่แตกต่างกัน

เหตุผลที่สอง คือ ความชอบธรรมของคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตตั้งแต่กระบวนการแต่งตั้ง เนื่องจาก กกต. มีคณะอนุวินิจฉัยฯ อยู่แล้ว 35 ชุด แต่กลับจัดตั้งคณะชุดใหม่ขึ้นมาเฉพาะสำหรับคดีนี้ อีกทั้งยังมีข้อมูลจากตัวแทนดีเอสไอที่ให้การต่อกรรมาธิการว่า คณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดดังกล่าวไม่เคยเชิญผู้แทนดีเอสไอหรือคณะไต่สวนชุดที่ 26 เข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติม ขณะที่อนุกรรมการบางรายยังถูกสังคมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความเป็นกลางในการทำหน้าที่

เหตุผลที่สาม คือ ประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนของ กกต. บางส่วน เนื่องจากมีกรรมการ กกต. ถึง 4 ใน 7 คน ที่ได้รับการรับรองเข้าสู่ตำแหน่งโดยวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ซึ่งมีสมาชิกจำนวนหนึ่งอยู่ในสำนวนคดีฮั้ว สว. ด้วย ทำให้การตัดสินใจใด ๆ ที่สวนทางกับข้อเท็จจริงหรือความคาดหวังของสังคม อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางได้

นายพริษฐ์ เห็นว่า หาก กกต. ต้องการคลายข้อครหาดังกล่าว แนวทางที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือการส่งเรื่องทั้งหมดให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหารายใดมีความผิดหรือไม่มีความผิด

เหตุผลสุดท้าย คือ การทำหน้าที่ของ กกต. ในการตรวจสอบคดีเลือก สว. ที่ผ่านมา ซึ่งถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะกรณีคลิปวิดีโอที่นายพริษฐ์เผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ เป็นภาพเหตุการณ์ระหว่างการเลือก สว. ระดับประเทศ ซึ่งปรากฏภาพเจ้าหน้าที่ กกต. เข้าไปเก็บโพยจากผู้สมัคร พร้อมกล่าวตักเตือนว่า “จะเป็น สว. กันอยู่แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ”

นายพริษฐ์ตั้งคำถามว่า เจ้าหน้าที่ กกต. พบเห็นพฤติกรรมหรือข้อมูลใดในวันเลือกตั้งจนต้องเก็บโพยและกล่าวตักเตือนดังกล่าว รวมทั้งหลังจากเก็บโพยแล้ว กกต. ได้ดำเนินการตรวจสอบต่ออย่างไร มีการประชุมเพื่อพิจารณาหลักฐานหรือไม่ และโพยที่เก็บได้ถูกนำไปเชื่อมโยงกับพยานหลักฐานอื่นในสำนวนหรือไม่

นายพริษฐ์ ยังตั้งคำถามด้วยว่า โพยเหล่านั้นอยู่ที่ใดในปัจจุบัน และเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนที่ กกต. กำลังใช้ประกอบการพิจารณาหรือไม่

“หาก กกต. ไม่สามารถชี้แจงคำถามเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน และสุดท้ายมีมติไม่ส่งเรื่องไปยังศาล ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกสังคมตั้งข้อสงสัยว่า มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปิดตาข้างเดียวต่อกระบวนการทุจริต หรือแม้กระทั่งรู้เห็นเป็นใจกับขบวนการฮั้ว สว. หรือไม่” นายพริษฐ์กล่าว

พร้อมย้ำว่า ทั้ง 4 ประเด็นดังกล่าวเป็นเหตุผลสำคัญที่ กกต. ควรยึดตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และส่งคำร้องต่อศาลให้พิจารณาผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตัดสินข้อเท็จจริงและคลี่คลายข้อกังขาที่เกิดขึ้นในสังคม