สำนวนฟ้อง 229 คนสะดุด! พริษฐ์เปิดเบื้องหลังคดีฮั้ว สว. สงสัยตั้งอนุฯ พิเศษยกคดีทั้งกระดาน

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายย 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยรายละเอียดการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และผู้แทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 เพื่อติดตามและตรวจสอบการดำเนินการในคดี “ฮั้ว สว.” ซึ่งกำลังเป็นหนึ่งในคดีการเมืองที่ถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้

นายพริษฐ์ ระบุว่า ประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือการตรวจสอบความแตกต่างของความเห็นระหว่างคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งมีมติเสนอให้ กกต. สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ต่อศาล กับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง (อนุวินิจฉัยฯ) ชุดที่ 36 ซึ่งกลับมีความเห็นให้ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด จนนำไปสู่คำถามสำคัญว่ากระบวนการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมเพียงใด

จากคำชี้แจงของตัวแทน กกต. พบว่า คณะไต่สวนชุดที่ 26 มีองค์ประกอบจากเจ้าหน้าที่ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ใช้เวลาทำงานต่อเนื่องนานถึง 120 วัน มีการประชุมแทบทุกวัน ตรวจสอบเอกสารหลักฐานกว่า 90,000 หน้า จัดทำความเห็นรวมประมาณ 1,000 หน้า และสอบพยานจำนวนหลายร้อยปาก ก่อนสรุปความเห็นเสนอให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย

อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงกระบวนการทำงานของคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ซึ่งเสนอให้ยกคำร้องทั้งหมด ตัวแทน กกต. กลับไม่สามารถชี้แจงได้ทั้งระยะเวลาการพิจารณาและรายละเอียดการทำงานของคณะดังกล่าว

นายพริษฐ์ระบุว่า ประเด็นที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือที่มาของการตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 เนื่องจากได้รับการยืนยันว่า ปกติ กกต. มีอนุวินิจฉัยฯ อยู่แล้วจำนวน 35 ชุด และใช้ระบบสุ่มหรือหมุนเวียนคดีเพื่อป้องกันการเลือกบุคคลเข้าไปพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะ

แต่ในคดีฮั้ว สว. กลับมีการตั้ง “อนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36” ขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ ทำให้ กมธ. เตรียมทำหนังสือขอข้อมูลเพิ่มเติมจาก กกต. เพื่อขอตรวจสอบว่าตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา เคยมีกรณีตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุดเฉพาะกิจในลักษณะนี้มาก่อนหรือไม่ และเกิดขึ้นกี่ครั้ง

นอกจากนี้ ตัวแทน กกต. ยังยอมรับว่า องค์ประกอบของอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ไม่ได้ประกอบด้วยอนุกรรมการจาก 35 ชุดเดิมทั้งหมด แต่มีบุคคลภายนอกที่ไม่ได้อยู่ในระบบอนุวินิจฉัยฯ เดิมถูกดึงเข้ามาร่วมพิจารณาคดีดังกล่าวด้วย แม้จะไม่สามารถระบุจำนวนได้ชัดเจนว่ามีกี่คนจากคณะอนุกรรมการทั้งหมด 7 คน

อีกประเด็นสำคัญที่ถูกเปิดเผยคือ ในการพิจารณาคดีฮั้ว สว. ของ กกต. นอกจากความเห็นของคณะไต่สวนชุดที่ 26 และอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 แล้ว ยังมีความเห็นของ “องค์คณะรองเลขาธิการ กกต.” ที่รับผิดชอบสำนวนเข้ามาประกอบการพิจารณาด้วย ส่งผลให้คณะกรรมการ กกต. ต้องพิจารณาความเห็น 3 ส่วนควบคู่กัน ได้แก่ ความเห็นของคณะไต่สวน ความเห็นขององค์คณะรองเลขาธิการ กกต. และความเห็นของอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ก่อนจะมีมติขั้นสุดท้ายว่าจะสั่งฟ้องหรือยกคำร้องบุคคลใด

สำหรับรายละเอียดของหลักฐานที่อยู่ในสำนวน ตัวแทน กกต. ปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่ามีหลักฐานประเภทใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์สถิติการลงคะแนน โพยจัดตั้ง หลักฐานการนัดหมาย หรือหลักฐานทางการเงิน โดยให้เหตุผลเพียงว่าหลักฐานในสำนวนมีความหลากหลาย

ส่วนกรณีคลิปที่มีการเผยแพร่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการ กกต. และเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับนายมงคล สุระสัจจะ ซึ่งต่อมาได้รับเลือกเป็นประธานวุฒิสภานั้น ตัวแทน กกต. ไม่ตอบชัดเจนว่าหลักฐานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนคดีฮั้ว สว. ที่กำลังพิจารณาอยู่หรือไม่ โดยระบุเพียงว่ามีคำร้องเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวอยู่ในระบบการพิจารณาของ กกต.

ขณะเดียวกัน กกต. ยังยืนยันว่า มีอำนาจตามกฎหมายในการบันทึกภาพการเลือก สว. ทุกระดับอยู่แล้ว และในอดีตเคยเผยแพร่คลิปบางส่วนเพื่อแก้ไขความเข้าใจคลาดเคลื่อนของสังคม จึงเป็นไปได้ที่ กกต. จะเปิดเผยคลิปทั้งหมดหรือบางส่วน หากเห็นว่าจะช่วยสร้างความชัดเจนต่อข้อสงสัยของสาธารณชน

นายพริษฐ์กล่าวว่า ขั้นตอนต่อจากนี้ คณะกรรมการ กกต. จะต้องมีมติภายใน 90 วันนับจากวันเริ่มพิจารณาสำนวน ซึ่งคาดว่าจะครบกำหนดในช่วงเดือนกันยายน 2569 ว่าจะสั่งฟ้องหรือยกคำร้องบุคคลใดบ้าง แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ หากมีการยกคำร้อง กกต. อาจเปิดเผยเพียงคำวินิจฉัยสรุปสั้น ๆ ว่า “พยานหลักฐานไม่เพียงพอ” โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดผลการตรวจสอบและข้อเท็จจริงทั้งหมดในคดี ซึ่งอาจทำให้สังคมไม่สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปของการตัดสินใจได้อย่างครบถ้วน

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ เตรียมทำหนังสือถึง กกต. เพื่อขอข้อมูล เอกสาร และคำชี้แจงเพิ่มเติมในหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับคำตอบ โดยเฉพาะข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 กระบวนการพิจารณาสำนวน และรายละเอียดหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ซึ่งกำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากสังคมและวงการการเมืองไทย