เดือด! รื้อหาดนุ้ย ‘สุชาติ’ เปิดศึกผู้บุกรุกลั่นจบยุคยึดหาดทำเงินเก็บหัวละ 300 บาท

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ทหาร และหน่วยปฏิบัติการพิเศษ รวมกำลังกว่า 400 นาย ลงพื้นที่หาดนุ้ย หมู่ 2 ตำบลกะรน อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

ก่อนเริ่มปฏิบัติการ นายสุชาติและนายวรศิษฎ์ได้รับฟังรายงานสถานการณ์การบุกรุกพื้นที่ป่าและที่ดินของรัฐ จากนั้นได้ตรวจแถวกำลังพล พร้อมกล่าวให้โอวาทและสร้างขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ที่เข้าร่วมภารกิจ

นายสุชาติกล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นข้อสั่งการโดยตรงจากนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ต้องการผลักดัน “ภูเก็ตโมเดล” ให้เป็นต้นแบบการแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ซึ่งสะสมมานานหลายสิบปี และต้องยุติลงในรัฐบาลชุดนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เลือก “หาดนุ้ย” เป็นพื้นที่ปฏิบัติการแห่งแรก เพราะได้รับการร้องเรียนจากประชาชนและผู้นำท้องถิ่นว่า ชายหาดสาธารณะถูกเอกชนเข้ายึดครองจนประชาชนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ แม้แต่ชาวประมงที่เข้าไปหาปลาบริเวณชายหาดยังถูกข่มขู่ถึงขั้นใช้อาวุธปืน

“ชายหาดไม่ใช่ของใครคนหนึ่ง แต่เป็นสมบัติของประชาชน เรารับไม่ได้กับการที่มีคนมายึดพื้นที่สาธารณะแล้วหาผลประโยชน์” นายสุชาติกล่าว

นายสุชาติ ระบุว่า จากการตรวจสอบร่วมกันของกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมายภายในพื้นที่หาดนุ้ยรวม 50 รายการ จึงเริ่มดำเนินการรื้อถอนทั้งหมดทันที เพื่อคืนชายหาดให้กลับมาเป็นสมบัติของประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล

หลังการรื้อถอนแล้ว จะตั้งหน่วยเฉพาะกิจจากทั้ง 3 กรมประจำพื้นที่ เพื่อป้องกันการกลับเข้ามาบุกรุกซ้ำ และใช้เป็นฐานปฏิบัติการขยายผลไปยังชายหาดและพื้นที่บุกรุกแห่งอื่นทั่วภูเก็ต ซึ่งยังมีอีกกว่า 300 จุด โดยเฉพาะพื้นที่ขนาดใหญ่ประมาณ 10 แห่ง ที่ต้องเร่งดำเนินการ

นายสุชาติยืนยันว่า ทุกขั้นตอนดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด แม้ผู้ครอบครองจะใช้สิทธิต่อสู้ในชั้นศาล แต่หากพิสูจน์ได้ว่าที่ดินเป็นของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ป่า พื้นที่อุทยาน หรือที่สาธารณะ ก็ต้องถูกเพิกถอนเอกสารสิทธิและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด โดย กระทรวงมหาดไทยจะตรวจสอบย้อนหลังการออกโฉนดและเอกสารสิทธิทุกแปลง หากพบออกโดยมิชอบจะดำเนินการเพิกถอนทันที ก่อนใช้มาตรา 25 เข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตามกฎหมาย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า พื้นที่หาดนุ้ยมีเนื้อที่ประมาณ 18 ไร่ มีมูลค่าที่ดินเฉลี่ยเกือบ 100 ล้านบาทต่อไร่ รวมมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท ทั้งที่ผู้บุกรุกแทบไม่ต้องลงทุนซื้อที่ดิน แต่สามารถนำไปประกอบธุรกิจและเก็บผลประโยชน์จากประชาชนได้

“มีคนครอบครองสิ่งปลูกสร้างถึง 50 รายการ และเก็บค่าผ่านทางจากนักท่องเที่ยวคนละ 300 บาท เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับแผ่นดินของประชาชน” นายสุชาติกล่าว

หลังจากรื้อถอนแล้ว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีแผนพัฒนาพื้นที่เป็น “ป่านันทนาการ” ครอบคลุมพื้นที่กว่า 540 ไร่ เพื่อเปิดให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างถูกต้อง

นายสุชาติยอมรับว่า บางพื้นที่อาจมีโรงแรมหรือผู้ประกอบการที่ซื้อที่ดินต่อมาโดยไม่ทราบว่าเอกสารสิทธิออกโดยมิชอบ แต่เมื่อกฎหมายพิสูจน์แล้วว่าพื้นที่เป็นของรัฐ ก็จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายในมาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย

“กฎหมายต้องใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่มีข้อยกเว้น” นายสุชาติกล่าว

ด้านนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนการบูรณาการทำงานระหว่างกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่มุ่งทวงคืนทรัพยากรของชาติจากผู้บุกรุก

อย่างไรก็ตาม กระทรวงมหาดไทยยังเดินหน้าปราบปรามขบวนการนอมินี การถือครองที่ดินโดยมิชอบ และการกระทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติควบคู่กันไป โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ และคืนพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง

รัฐบาลยืนยันว่า ปฏิบัติการ “ภูเก็ตโมเดล” ที่เริ่มต้นจากหาดนุ้ยจะไม่ใช่เพียงการรื้อถอนครั้งเดียว แต่จะเดินหน้าต่อเนื่องจนกว่าจะสามารถทวงคืนพื้นที่ของรัฐที่ถูกบุกรุกกลับคืนมาได้ทั้งหมด พร้อมป้องกันไม่ให้เกิดการยึดครองซ้ำในอนาคต โดยย้ำชัดว่า “แผ่นดินของรัฐ ต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของผู้มีอิทธิพลหรือกลุ่มทุนรายใดรายหนึ่ง”

ข่าว/ภาพ : อชัถยา ชื่นนิรันดร์ ผู้สื่อข่าวจังหวัดภูเก็ต