
นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ขึ้นบรรยายในกิจกรรม “Hack งบ 70” โดยระบุว่า การขับเคลื่อนประเทศจำเป็นต้องอาศัย 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ “คน กฎหมาย และงบประมาณ” พร้อมชี้ว่า การศึกษางบประมาณเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบว่ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะทำตามนโยบายและคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนหรือไม่
นางสาวรักชนก กล่าวว่า ก่อนที่ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีจะออกมาเป็นเล่มงบประมาณฉบับจริง จะมีขั้นตอนการจัดทำ “คำของบประมาณ” ซึ่งโดยปกติมักมีวงเงินสูงกว่างบประมาณที่ได้รับจัดสรรจริงถึงเกือบ 2 เท่า จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ประชาชนควรได้รับรู้และเข้าถึง
ประธาน กมธ.ติดตามงบฯ เปิดเผยว่า ทางคณะกรรมาธิการได้ทำหนังสือขอข้อมูลไปยังทุกกระทรวง กรม และหน่วยงานท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยหน่วยงานท้องถิ่นส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือและส่งข้อมูลกลับมาพร้อมสะท้อนปัญหาว่าถูกสำนักงบประมาณตัดลดงบจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม หลายกระทรวงกลับไม่ยอมเปิดเผยข้อมูล โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
- กระทรวงที่ไม่ส่งข้อมูลเลย ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงสาธารณสุข
- กระทรวงที่ส่งข้อมูลเพียงเล็กน้อย ได้แก่ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงการต่างประเทศ
- กระทรวงที่ส่งข้อมูลแล้วแต่ขอถอนกลับภายหลัง ได้แก่ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นางสาวรักชนก ตั้งข้อสังเกตว่า การไม่เปิดเผยข้อมูลทำให้สังคมไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าหน่วยงานต่าง ๆ ขอใช้งบประมาณไปกับเรื่องใด และมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด
พร้อมยกตัวอย่างกรณีของเทศบาลนครหาดใหญ่ ที่มีการตั้งคำของบประมาณจัดซื้อ เจ็ตสกีเครื่องยนต์ 4 สูบ 4 จังหวะ มูลค่าสูงถึง 8 ล้านบาท ควบคู่กับการขอจัดทำห้องเรียนอัจฉริยะ จนเกิดคำถามถึงความเหมาะสมของการจัดลำดับความสำคัญในการใช้งบประมาณของภาครัฐ
“สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า รัฐบาลใช้งบประมาณปกติเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนจริงหรือไม่ หรือเลือกที่จะรอใช้งบกลางเป็นเครื่องมือในการบริหาร” นางสาวรักชนก กล่าว
นอกจากนี้ ยังย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่เกิดจากการที่ประชาชนร่วมกันตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ จนสามารถสร้างแรงกดดันให้ผู้มีอำนาจต้องรับฟัง
โดยยกตัวอย่าง 2 กรณีล่าสุดที่สะท้อนพลังของสังคม ได้แก่
กรณีการเสนอเกณฑ์ใหม่ของ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จะตัดสิทธิพ่อแม่ หากบุตรนำสิทธิดูแลบิดามารดาไปลดหย่อนภาษี ซึ่งหลังถูกสังคมและสื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก รัฐบาลก็ต้องยอมทบทวนและปรับลดเงื่อนไขดังกล่าว
รวมถึงกรณี โครงการ TH-AI Passport ที่ถูกจับตาอย่างเข้มข้น จนรัฐบาลต้องยอมแก้ไขสัญญาจากรูปแบบการใช้งบประมาณแบบเหมาจ่าย และมีความหวังว่าแรงกดดันจากสังคมจะทำให้สำนักงบประมาณตัดโครงการดังกล่าวออกไปในปีงบประมาณหน้า
“เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารวมตัวกันและชี้ให้เห็นว่าอะไรคือปัญหาของประเทศ ผู้มีอำนาจก็จำเป็นต้องฟัง และหากไม่ฟังเสียงประชาชน สุดท้ายประชาชนยังมีอำนาจลงโทษผ่านการเลือกตั้งในอีก 3 ปีข้างหน้า” นางสาวรักชนก กล่าว
ในช่วงท้ายของการบรรยาย นางสาวรักชนก ยังย้ำถึงความสำคัญของการถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการงบประมาณ แม้จะมีผู้ตั้งคำถามว่ามีผู้ติดตามเพียงไม่กี่คน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความโปร่งใสและป้องกันการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์เป็นเงินภาษีของประชาชน และประชาชนทุกคนควรมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงข้อมูลการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐอย่างเสรีและตรวจสอบได้
