
นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่กระจายตรวจเข้มทั่วประเทศ รวม 219 จุด ครอบคลุมทั้งสถานีขนส่ง จุดจอด Check Point และ Rest Area ระหว่างวันที่ 9–19 เมษายน 2569 เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน
มาตรการหลักเน้น “คัดกรองก่อนวิ่ง” โดยตรวจความพร้อมทั้งรถโดยสารและพนักงานขับรถอย่างละเอียด ตั้งแต่ใบอนุญาตขับรถต้องถูกต้องไม่หมดอายุ สภาพร่างกายต้องสมบูรณ์ ปลอดแอลกอฮอล์เป็นศูนย์ รวมถึงชั่วโมงการขับขี่ต้องไม่เกินกฎหมายกำหนด ขณะที่ตัวรถต้องมีสภาพมั่นคงแข็งแรง และอุปกรณ์ความปลอดภัยต้องพร้อมใช้งานทุกคัน

ผลการตรวจล่าสุดเมื่อวันที่ 13 เมษายน พบว่า มีการตรวจรถโดยสารสาธารณะแล้ว 13,053 คัน พบรถบกพร่อง 7 คัน และต้องสั่งเปลี่ยนรถทันที 1 คัน โดยได้ออกคำสั่งผู้ตรวจการครบทุกกรณี ขณะที่การตรวจพนักงานขับรถจำนวนเท่ากัน ไม่พบผู้ขับขี่บกพร่องแม้แต่รายเดียว
อย่างไรก็ตาม เมื่อส่องลึกไปที่พฤติกรรมการใช้รถบนท้องถนน กลับพบสัญญาณอันตราย โดยจากการติดตามผ่านระบบ GPS Tracking ในรถกว่า 46,000 คัน พบการใช้ความเร็วเกินกฎหมายถึง 121 คัน ขณะเดียวกัน การตรวจด้วยกล้องเลเซอร์บนถนนสายหลักและสายรองอีก 1,893 คัน ยังพบฝ่าฝืนความเร็วอีก 5 คัน

กรมการขนส่งทางบกยืนยัน จะประสานตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด พร้อมคุมเข้มการใช้ความเร็วควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณสะท้อนจากผู้โดยสาร โดยมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาแล้ว 33 เรื่อง ปัญหาหลักยังคงเป็นพฤติกรรมขับรถประมาท ไม่น่าปลอดภัย การไม่จอดรับ-ส่งผู้โดยสารตามป้าย และการแสดงกิริยาไม่เหมาะสมของพนักงานประจำรถ ซึ่งอยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินการตามกฎหมาย

กรมการขนส่งทางบกย้ำเตือนประชาชนให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความปลอดภัย โดยเฉพาะการคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่งตลอดการเดินทาง พร้อมเปิดสายด่วน 1584 รับแจ้งเหตุและร้องเรียนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสกัดความเสี่ยงและลดการสูญเสียในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้ให้ได้มากที่สุด
