บุกทลาย ‘OK Bar’ ข้าวสาร ซุกปืน-ยา-แก๊สหัวเราะ พบส่วยจ่ายทุกหน่วยงานเดือนละ 1.8 แสน

บุกสับขยี้ผับเถื่อนใจกลางข้าวสาร! “พลพีร์” นำทีม “สิงห์เผด็จศึก” ตรวจค้น “OK Bar” ห่างโรงพักแค่ 100 เมตร ช็อกเจอทั้งปืน-ยาเสพติด-แก๊สหัวเราะ เผยหลักฐานเด็ดสมุดบัญชีส่วยจ่ายทุกหน่วยงานเดือนละเกือบ 2 แสนบาท

เมื่อเวลา 03.30 น. วันที่ 10 ตุลาคม 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง (DOPA S.W.A.T) เปิดปฏิบัติการ “สิงห์เผด็จศึก” จู่จู่ตรวจค้นสถานบันเทิง “OK Bar” ย่านถนนข้าวสาร แขวงตลาดยอด เขตพระนคร กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ห่างจากสถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามเพียง 100 เมตรเท่านั้น โดยมี นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนร่วมปฏิบัติการอย่างคับคั่ง

ปฏิบัติการเดือดครั้งนี้สืบเนื่องจากกระทรวงมหาดไทยได้รับเรื่องร้องเรียนว่า สถานบันเทิงดังกล่าวเปิดให้บริการเกินเวลาและปล่อยให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าใช้บริการ ชุดสืบสวนจึงส่งสายลับแฝงตัวหาข่าวหลายครั้ง จนพบการกระทำผิดจริงและผู้ประกอบการไม่มีทีท่าจะเกรงกลัวกฎหมาย จึงนำมาสู่ปฏิบัติการกวาดล้างอย่างเด็ดขาด

นายพลพีร์ เปิดเผยว่า ภายในร้านมีนักท่องเที่ยวราตรีกว่า 200 ชีวิต ในจำนวนนี้เป็นเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่าเกณฑ์ราว 20 กว่าคน ตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย 31 คน โดยเป็นเยาวชน 4 คนและพนักงานดีเจ 2 คน ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือพบข้าราชการตำรวจ 2 นาย และการ์ดหน้าผับที่เป็นข้าราชการทหารเรืออีก 1 นายเข้ามาเที่ยวในร้านแห่งนี้ด้วย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบยาเสพติดเกลื่อนพื้นห้องน้ำและภายในร้าน บุหรี่ไฟฟ้า อาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุน สิ่งเทียมอาวุธปืน และลูกโป่งแก๊สหัวเราะที่ลักลอบจำหน่ายในราคาหลอดละ 300 บาท ซึ่งจากหลักฐานสมุดบัญชีของร้านพบยอดขายแก๊สหัวเราะถล่มทลาย โดยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ขายได้สูงถึง 161 กล่อง

แต่ประเด็นที่สะเทือนใจและสร้างความตกตะลึงให้แก่เจ้าหน้าที่มากที่สุด คือการพบสมุดบัญชีรายจ่ายของร้าน ซึ่งมีคอลัมน์ระบุรายการ “จ่ายทุกหน่วยงาน” เป็นยอดเงินสูงถึงเดือนละประมาณ 177,000 ถึง 180,000 บาท เมื่อสอบถามแคชเชียร์ยอมรับว่า มีการจ่ายเงินลักษณะนี้ทุกเดือนต่อเนื่องกันมา โดยร้านเปิดให้บริการมานานกว่า 2 ปีแล้ว เบื้องต้นทราบว่าผู้ดูแลหรือเจ้าของร้านคือ “เจ๊ ก.” ซึ่งตำรวจ สน.ชนะสงคราม ระบุว่าเป็นภรรยาของเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่ง ซึ่งฝ่ายปกครองจะเร่งขยายผลลากไส้ผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีทั้งหมดอย่างไร้ละเว้น

ด้าน นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ เปิดเผยถึงผลการดำเนินคดีว่า เจ้าพนักงานได้แจ้ง 9 ข้อหาหนักแก่ผู้จัดการร้าน ประกอบด้วย

  1. ประกอบกิจการโดยไม่มีใบอนุญาตตั้งสถานบริการ
  2. ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาที่กฎหมายกำหนด
  3. ปล่อยให้มีนักเที่ยวอายุต่ำกว่า 20 ปี จำนวน 30 คน เข้ามาใช้บริการ โดยพบเด็กอายุต่ำสุดเพียง 15 ปี
  4. พบผู้มีสารเสพติดในปัสสาวะ 31 คน
  5. มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน
  6. พบสิ่งเทียมอาวุธปืน
  7. พบยาเสพติดและอุปกรณ์การเสพจำนวนมาก
  8. พบลูกโป่งหัวเราะและอุปกรณ์
  9. พบหลักฐานการจ่ายส่วยให้หลายหน่วยงานเดือนละกว่า 177,000 บาท

นายพลพีร์ ย้ำทิ้งท้ายว่า หากเกิดเหตุเพลิงไหม้หรือไฟฟ้าลัดวงจรขึ้น นักท่องเที่ยวจำนวนมากคงหนีตายออกไม่ทันและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยอย่างประเมินค่าไม่ได้ ทั้งนี้ ทางกรมการปกครองเตรียมเสนอผู้บัญชาการตำรวจนครบาลสั่งปิดสถานบริการดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปีทันที พร้อมเร่งขยายผลลากคอผู้ร่วมขบวนการและหน่วยงานที่รับส่วยมาลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ส่วนเยาวชนที่พบสารเสพติดจะถูกส่งตัวเข้ารับการบำบัดตามขั้นตอนต่อไป