มหาดไทยดัน One Stop Service ไม่ใช่แค่ให้กู้แต่ต้องพาประชาชน ‘รอด-มีกำไร-คืนทุนได้’

รมช.มหาดไทย เปิด W-Drive Kick Off 2027 ปลุก “พัฒนากร” 878 อำเภอ เลิกคิดสินค้าแบบซ้ำ ๆ ปั้น Supply Chain ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เชื่อมทุน-ตลาด หวังสร้างอาชีพสตรีให้ยืนได้จริง ไม่ใช่แค่ได้เงินกู้แล้วจบ

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรม “W-Drive Kick Off 2027 : ขับเคลื่อนนโยบาย เชื่อมทุน เชื่อมตลาด สู่เศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน” ประกาศเดินหน้ายกระดับ “กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี” จากแหล่งเงินทุน สู่กลไกสร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน พร้อมวางบทบาทกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) เป็น One Stop Service ช่วยประชาชนตั้งแต่คิดอาชีพ ผลิตสินค้า ไปจนถึงหาตลาดขาย

ภายในงานมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ว่าที่ ร.ต.ตระกูล โทธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นางอจลา ณ ระนอง ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการสตรี และผู้มีความหลากหลายทางเพศ วุฒิสภา นพ.ภาณุ พรวัฒนา ที่ปรึกษา รมช.มหาดไทย นางสาววีราภรณ์ เกียรติชัยพัฒน ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย ตลอดจนผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน คณะทำงานขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีทุกระดับ กลุ่มอาชีพสมาชิกกองทุน ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนจากทั่วประเทศ รวมกว่า 700 คน เข้าร่วม

นายพลพีร์ กล่าวว่า ตลอด 13 ปีของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ทั้งบุคลากรกรมการพัฒนาชุมชนและสมาชิกกองทุนได้สะสมประสบการณ์ ความรู้ และความสามารถมาอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องยอมรับว่าในหลายพื้นที่ สตรียังอาจไม่ได้รับโอกาสในบางด้านเท่าเทียมกับผู้ชาย ดังนั้น “กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี” จึงเป็นกลไกสำคัญในการเปิดประตูให้ผู้หญิงทั่วประเทศเข้าถึงแหล่งทุน นำไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวและชุมชน

โจทย์สำคัญจากนี้จึงไม่ใช่เพียง “มีเงินให้กู้” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า จะทำอย่างไรให้ชีวิตของสตรีและประชาชนง่ายขึ้น และเมื่อได้รับเงินทุนไปแล้วจะสามารถสร้างอาชีพที่อยู่รอดได้จริง

นายพลพีร์ กล่าวว่า ได้มอบนโยบายให้กรมการพัฒนาชุมชนทำหน้าที่เป็น “One Stop Service” สำหรับประชาชน โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก เพราะหน้าที่สำคัญของภาครัฐคือการให้บริการ ไม่ว่าประชาชนคนนั้นจะมีความรู้ด้านธุรกิจอยู่แล้ว หรือไม่มีพื้นฐานเลย แต่เพียงเดินเข้ามาบอกว่า “อยากเปลี่ยนชีวิต” เจ้าหน้าที่ต้องสามารถช่วยเปิดทางไปสู่อาชีพได้

โดยเฉพาะ “พัฒนากร” จะต้องรู้ศักยภาพของพื้นที่ตัวเองว่า ประชาชนถนัดอะไร มีวัตถุดิบหรือสินค้าชนิดใดที่สามารถพัฒนาเป็นอาชีพได้ พร้อมช่วยประสานและอำนวยความสะดวกตั้งแต่ขั้นตอนเอกสาร การขออนุญาตกับหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดวงจรธุรกิจ ไปจนถึงการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดออนไลน์และห้างสรรพสินค้า เป้าหมายสุดท้ายคือทำให้สตรีไทย “มีอาชีพ มีรายได้ และเพิ่มฐานเศรษฐกิจในชุมชน”

รมช.มหาดไทย ยังย้ำว่า จากนี้ “พัฒนากร” ต้องมีสินค้าอยู่ในใจ ต้องตอบให้ได้ว่าในแต่ละอำเภอจะหยิบสินค้า พืช หรือผลิตภัณฑ์อะไรขึ้นมาเป็นตัวสร้างรายได้ เพราะหากประเทศไทยมี 878 อำเภอ แต่กว่า 400 อำเภอผลิตสินค้าชนิดเดียวกันซ้ำ ๆ สุดท้ายก็ต้องแย่งตลาดกันเอง และยากที่จะขยายไปสู่ตลาดระดับประเทศหรือต่างประเทศ

ด้วยเหตุนี้ กรมการพัฒนาชุมชนต้องเข้าไปช่วยวาง “โมเดลธุรกิจ” หรือแม้แต่ “เฟรนไชส์” ให้ประชาชน พร้อมผลักดันแนวคิด Supply Chain มองธุรกิจให้ครบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพื่อให้เงินทุนหนึ่งก้อนสามารถแตกแขนงสร้างอาชีพต่อเนื่องได้หลายกลุ่ม

นายพลพีร์ ยกตัวอย่างว่า กลุ่มแรกอาจทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตวัตถุดิบหรือ “ต้นน้ำ” กลุ่มที่สองผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ กลุ่มที่สามแปรรูปสินค้า กลุ่มที่สี่ทำบรรจุภัณฑ์ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในช่วงกลางน้ำ ขณะที่กลุ่มที่ห้าทำหน้าที่จำหน่ายสินค้าในช่วงปลายน้ำ เมื่อปลายน้ำขายสินค้าได้มากขึ้น ก็จะดึงให้ต้นน้ำและกลางน้ำเติบโตตามไปด้วย นี่คือห่วงโซ่ที่อยากเห็นเกิดขึ้นในทุกอำเภอ ถ้าปลายน้ำขายสินค้าได้หมด ทั้งห่วงโซ่ธุรกิจก็จะมีแต่รอยยิ้ม

นายพลพีร์ ยังกล่าวถึงอีกปัญหาสำคัญของกองทุนฯ ว่า การปล่อยเงินกู้ต้องไม่จบเพียงแค่ส่งเงินถึงมือประชาชน แต่ต้องมั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ประชาชนได้รับไป จะสามารถนำไปสร้างรายได้ สร้างกำไร และมีศักยภาพชำระเงินคืนรัฐ เพื่อให้เงินก้อนดังกล่าวหมุนเวียนกลับไปสร้างโอกาสให้กลุ่มอื่นต่อไป

“รัฐบาลต้องการมอบโอกาสให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มสตรีได้มีอาชีพ และต้องเป็นอาชีพที่ยั่งยืน สามารถหารายได้ให้ครอบครัวได้อย่างแท้จริงในระยะยาว ไม่ต้องการเห็นสถานการณ์ที่กองทุนสามารถเก็บเงินคืนได้เพียง 30% ขณะที่อีก 60% เป็นลูกหนี้ที่บางส่วนมีวินัย บางส่วนค้างชำระ และอีก 10% ไม่สามารถเรียกเก็บคืนได้เลย เพราะท้ายที่สุดปัญหาจะย้อนกลับมาสร้างแรงกดดันทั้งต่อประชาชนและเจ้าหน้าที่ วันที่ปล่อยกู้ เราเป็นนางฟ้า แต่วันที่เราไปเก็บหนี้ เราเป็นนางมาร” รมช.มหาดไทยกล่าว

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาปล่อยเงินกู้ทุกครั้งจำเป็นต้องรอบคอบและคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงปล่อยเงินให้ครบตามเป้าหมาย เพราะหากประชาชนนำเงินไปแล้วไม่สามารถประกอบอาชีพหรือสร้างรายได้ได้จริง สุดท้ายหนี้จะ “ท่วมหัว” ขณะที่เจ้าหน้าที่เองก็ต้องเผชิญแรงกดดันและความเครียด บางกรณีถึงขั้นต้องไปกู้เงินมาชำระแทน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น

นายพลพีร์ จึงกำชับให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมประชาชนหลีกเลี่ยงการประกอบอาชีพหรือผลิตสินค้าซ้ำ ๆ กัน พร้อมเรียกร้องให้พัฒนากร “Upskill” ตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อสามารถถ่ายทอดและเสริมทักษะให้ประชาชนได้จริง โดยมีนายอำเภอเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนบทบาทของพัฒนากร เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่

ด้าน นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีในปี 2556 เป็นเวลากว่า 13 ปี กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ใช้กองทุนเป็นกลไกเปิดโอกาสให้สตรีเข้าถึงแหล่งทุน ส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ จนปัจจุบันกลายเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีสมาชิกประเภทบุคคลธรรมดากว่า 18 ล้านคน และสมาชิกประเภทองค์กรสตรี 84,796 องค์กรที่ผ่านมา กองทุนฯ สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแล้วกว่า 192,529 โครงการ วงเงินรวมกว่า 20,000 ล้านบาท รวมทั้งสนับสนุนเงินอุดหนุนอีกกว่า 50,953 โครงการ วงเงินรวมกว่า 2,646 ล้านบาท

ปัจจุบันกรมการพัฒนาชุมชนกำลังเดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิด “Supply Chain Finance” เพื่อยกระดับกองทุนให้ตอบโจทย์การค้ายุคใหม่ โดยเชื่อมโยงธุรกิจตั้งแต่การวางแผน พัฒนาทักษะ ยกระดับคุณภาพสินค้า สร้างเครือข่ายทางการค้า เชื่อมตลาดรองรับ ตลอดจนสร้างวินัยทางการเงิน เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจแบบครบวงจร

เป้าหมายสำคัญคือเปลี่ยน “เงินทุน” ให้กลายเป็น “อาชีพ” เปลี่ยนอาชีพให้กลายเป็น “รายได้” และทำให้รายได้นั้นสามารถหล่อเลี้ยงครอบครัวและชุมชนได้อย่างมั่นคง เพื่อให้กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเป็นมากกว่าแหล่งเงินกู้ แต่เป็นเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแรงและยั่งยืนในระยะยาว