มหาดไทยปลุกพลังแต่งไทยทั้งแผ่นดินดันผ้าไทยสู่เวทีโลกสร้างรายได้ชุมชนประกาศดาสู่สากล

เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนนโยบายรณรงค์การแต่งกายตามอัตลักษณ์ไทย ภายใต้แนวคิด “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ซึ่งกำลังถูกผลักดันอย่างเข้มข้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อปลุกจิตสำนึกความเป็นไทย และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล

แนวทางดังกล่าวสอดรับกับนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่มุ่งเสริมสร้างอัตลักษณ์ชาติ ผ่านงานหัตถศิลป์ หัตถกรรม และเครื่องแต่งกายไทย ไม่ว่าจะเป็นชุดไทยพระราชนิยม ผ้าไทย หรือชุดพื้นบ้านหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ “ผ้าไทย” ไม่ใช่เพียงเครื่องแต่งกายในพิธีการ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน

ปลัดมหาดไทยย้ำว่า ได้มีการสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด รวมถึงหน่วยงานในสังกัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับผ้าไทย แหล่งผลิต ร้านจำหน่าย และแหล่งตัดเย็บในพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมการสวมใส่ชุดไทยในทุกกิจกรรม ตั้งแต่การทำงาน การประชุม ไปจนถึงงานสาธารณะ

นอกจากนี้ ยังเร่งสร้างกระแสผ่านการประชาสัมพันธ์ในทุกช่องทาง พร้อมติดแฮชแท็ก อาทิ #ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน #ProudtoBeThai และ #Thaidress เพื่อขยายพลัง Soft Power ไทยให้ก้องไกลในเวทีโลก

การขับเคลื่อนครั้งนี้ ยังน้อมนำพระราชปณิธานของ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงมุ่งมั่นสืบสานและต่อยอดงานผ้าไทย อันเป็นการสานต่อพระราชดำริของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงฟื้นฟูและยกระดับ “ชุดไทยพระราชนิยม” ให้กลายเป็นเอกลักษณ์อันทรงคุณค่าของชาติ

ที่สำคัญ รัฐบาลยังตั้งเป้าหมายใหญ่ในการผลักดัน “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกาย” เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อ UNESCO ซึ่งมีกำหนดพิจารณาในเดือนธันวาคม 2569 นี้

“นี่ไม่ใช่แค่การแต่งกาย แต่คือการประกาศตัวตนของชาติไทยบนเวทีโลก” ปลัดมหาดไทยระบุ พร้อมเชิญชวนข้าราชการและประชาชนทั่วประเทศร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดมรดกไทย ด้วยการสวมใส่ผ้าไทยอย่างภาคภูมิใจ

ภายใต้แรงขับเคลื่อนครั้งนี้ “ผ้าไทย” จึงไม่ใช่เพียงอดีตที่ต้องรักษา แต่กำลังกลายเป็น “อนาคต” ที่สร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสร้างศักดิ์ศรีให้ประเทศไทยในสายตานานาชาติ