
รื้อกฎเก่าอุดช่องโหว่แรงงาน! 4 กฎหมายใหม่ขยายเกราะคุ้มครองตั้งแต่ “เรือถึงบ้าน” พร้อมล้างคำว่า “สามี-ภรรยา” ใช้ “ผู้สมรส” รับสิทธิเท่าเทียม
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน และ ร.อ.หญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงความคืบหน้าการเสนอแก้ไขกฎหมายด้านแรงงานรวม 4 ฉบับเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่แทน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งติดภารกิจเดินทางไปออสเตรเลียร่วมกับนายกรัฐมนตรี โดยการเสนอกฎหมายแรงงานครั้งนี้เป็นผลจากการทำงานต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง และถือเป็น “ข่าวดี” ที่จะส่งผลโดยตรงต่อแรงงานหลายกลุ่ม
สาระสำคัญแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ เริ่มจาก ร่าง พ.ร.บ.แรงงานทางทะเล ที่มุ่งยกระดับสิทธิ “คนประจำเรือ” ให้ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน เทียบเคียงแรงงานบนบก ลดช่องว่างด้านสวัสดิการที่มีมาอย่างยาวนาน
กลุ่มที่สองคือ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน ปรับกฎหมายให้สอดคล้องมาตรฐานสากล เพิ่มหลักประกันไม่ให้แรงงานถูกเอาเปรียบ โดยหากผู้จ้างงานผิดนัดไม่จ่ายค่าจ้าง จะต้องรับผิดชอบทั้ง “ดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม”
ส่วนกลุ่มที่สาม เป็น ร่างประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ 2 ฉบับ ปรับถ้อยคำจาก “สามี-ภรรยา” เป็น “ผู้สมรส” ให้สอดคล้องกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม ส่งผลให้คู่สมรสของพนักงานรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นคู่ชายหญิงหรือคู่เพศเดียวกัน มีสิทธิได้รับเงินทดแทน ค่ารักษาพยาบาล และค่าทำศพอย่างเท่าเทียม

ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า การปรับกฎหมายทั้งหมดมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้แรงงาน “ทั้งบนเรือ ที่บ้าน และรัฐวิสาหกิจ” ได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นธรรมและทั่วถึงมากขึ้น
ด้าน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมว่า สำหรับ กลุ่มคนประจำเรือ การแก้กฎหมายจะช่วยเพิ่มสิทธิประโยชน์และเปิดทางให้เข้าสู่ระบบประกันสังคมตามที่กฎหมายกำหนด โดยย้ำว่า “คนประจำเรือ” ตามกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่แรงงานเรือประมง แต่เป็นแรงงานในเรือขนส่ง
ขณะที่ ผู้รับงานไปทำที่บ้าน มีการยกระดับความคุ้มครองสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ กำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ทำงานไว้ที่ 15 ปีขึ้นไป และห้ามทำงานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ, กำหนดหลักค่าตอบแทนที่เป็นธรรม โดยงานประเภทเดียวกับในสถานประกอบการต้องได้รับค่าจ้างตามมาตรฐานเดียวกัน ส่วนงานประเภทอื่นต้องกำหนดอัตราอย่างชัดเจนและไม่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำ รวมถึงมีกฎหมายรองรับเรื่องการคืนหลักประกัน ป้องกันผู้รับงานถูกเอารัดเอาเปรียบ
ส่วน แรงงานรัฐวิสาหกิจ การแก้ไขคำว่า “ผู้สมรส” ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม จะมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ เพื่อให้คู่สมรสทุกคู่ได้รับสิทธิและสวัสดิการตามหลักเกณฑ์ของแต่ละรัฐวิสาหกิจอย่างครบถ้วนและเท่าเทียม
