ล้างบาง ‘ทุนเทา-นอมินี’ ภูเก็ต! มท.เปิดปฏิบัติการเช็กที่ดิน 480 แปลงเสียหายเฉียด 6 พันล้าน

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลกรมที่ดิน เปิดเผยความคืบหน้าภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาการบุกรุกที่ดินสาธารณะและการถือครองที่ดินของกลุ่มทุนต่างชาติในลักษณะนอมินีในจังหวัดภูเก็ต โดยระบุว่า การดำเนินการในพื้นที่เป้าหมายสำคัญทั้ง 3 จุดมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

สำหรับพื้นที่หาดบางเทา กระบวนการสืบสวนสอบสวนกรณีกลุ่มผู้มีอิทธิพลและการเรียกรับผลประโยชน์ หรือ “ส่วย” ได้เข้าสู่กระบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ขณะที่กรณีข้าราชการที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องนั้น อยู่ระหว่างการดำเนินการของกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ซึ่งจะเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดในลำดับต่อไป

ส่วนกรณีหาดฟรีดอมและหาดนุ้ย ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมาย โดยคาดว่าจะสามารถเข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำพื้นที่ของรัฐได้ภายในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคมนี้ ตามลำดับ หลังเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบใช้สิทธิอุทธรณ์ตามกระบวนการกฎหมายอย่างครบถ้วน

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ความคืบหน้าการตรวจสอบเครือข่ายผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์ในพื้นที่ มีความคืบหน้าแล้วกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ และอยู่ในขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ในส่วนของการตรวจสอบการถือครองที่ดินผ่านนอมินีเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ชาวต่างชาติ กรมที่ดินได้บูรณาการทำงานร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตรวจพบกลุ่มบริษัทเป้าหมายที่เข้าข่ายมีความเสี่ยงจำนวน 317 บริษัท ถือครองที่ดินรวม 480 แปลง ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ชาวต่างชาติไม่มีสิทธิถือครองตามกฎหมายไทย

รัฐบาลจึงเตรียมใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยจะสั่งให้มีการจำหน่ายหรือบังคับขายที่ดินภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่ปฏิบัติตาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจะใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าดำเนินการทันที

จากการสืบสวนพบว่า ขบวนการดังกล่าวมีรูปแบบการดำเนินการที่ซับซ้อน โดยเริ่มจากการจัดตั้งบริษัทด้วยโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนเข้าซื้อที่ดิน จากนั้นจึงค่อยปรับเปลี่ยนสัดส่วนผู้ถือหุ้นในภายหลัง เพื่อเปิดทางให้ชาวต่างชาติเข้ามามีอำนาจถือครองและควบคุมกิจการแทน ซึ่งถือเป็นการหลีกเลี่ยงและละเมิดกฎหมายอย่างชัดเจน

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า กรมที่ดินจะใช้มาตรการตรวจสอบเชิงลึกกับบริษัททั้ง 317 แห่งอย่างละเอียด พร้อมส่งข้อมูลทั้งหมดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับไปดำเนินคดี เนื่องจากพบพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกันจำนวนมาก และมีลักษณะเป็นเครือข่ายตัวแทนถือหุ้นอำพรางหรือ “นอมินี” ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ คิดเป็นมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นยังพบว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการดำเนินการจำนวนมากเป็นกลุ่มบริษัทที่ปรึกษากฎหมายและสำนักงานบัญชี ซึ่งรับจัดตั้งบริษัทนอมินีให้กับชาวต่างชาติ โดยพบหลักฐานการใช้บุคคลรายเดียวกันเข้าไปถือหุ้นในหลายบริษัท รวมถึงการนำพนักงานในสำนักงานมาเป็นผู้ถือหุ้นบังหน้าเพื่ออำพรางตัวผู้ถือหุ้นที่แท้จริง

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยเตรียมขยายผลการตรวจสอบไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ อาทิ เกาะสมุย เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และกรุงเทพมหานคร โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า

ทั้งนี้ ยอมรับว่าการตรวจสอบเส้นทางการถือครองที่ดินในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากมีการใช้วิธีถือหุ้นไขว้ระหว่างบริษัทไทยที่มีต่างชาติถือหุ้นอยู่แล้ว เพื่อเพิ่มอำนาจควบคุมกิจการและถือครองทรัพย์สิน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบในการตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน และโครงสร้างผู้ถือหุ้นทุกระดับ รวมถึงตรวจสอบที่มาของการได้สัญชาติไทยของบุคคลบางรายว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

สำหรับกรณีการถือครองที่ดินประเภทหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) นายวรศิษฎ์ ยืนยันว่า ชาวต่างชาติไม่มีสิทธิถือครองที่ดินประเภทดังกล่าว เว้นแต่จะได้รับสิทธิพิเศษภายใต้การส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

ขณะเดียวกัน หากพบการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ พื้นที่ป่าไม้ หรือที่ดินของรัฐ กรมที่ดินจะบูรณาการร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกรมป่าไม้ เพื่อพิสูจน์สิทธิและแนวเขตอย่างเข้มข้น หากตรวจพบว่ามีการครอบครองหรือแสวงหาผลประโยชน์จากที่ดินของรัฐโดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยเช่าช่วงหรือดำเนินธุรกิจบนพื้นที่สาธารณะ จะถูกดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น