
สว.เปรมศักดิ์ สะท้อนชีวิตแรงงานขายที่ดินเสี่ยงไปทำงานต่างประเทศ เสนอ 7 แนวทางยกระดับฝีมือให้ตรงความต้องการนายจ้าง คุ้มครองถึงปลายทาง พร้อมต่อยอดอาชีพเมื่อกลับบ้าน
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายในการประชุมวุฒิสภา ระหว่างพิจารณารายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 ของกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยเสนอให้ยกระดับการเตรียมแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ ตั้งแต่ฝึกทักษะให้ตรงความต้องการนายจ้าง ดูแลสิทธิและความปลอดภัย ไปจนถึงนำความรู้กลับมาต่อยอดอาชีพในประเทศไทย เพื่อไม่ให้แรงงานต้องวนเวียนเดินทางไปขายแรงงานต่างแดนเพราะความยากจน
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า การไปทำงานต่างประเทศของแรงงานจำนวนหนึ่งเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ในชีวิต บางคนต้องขายที่ดินเพื่อนำเงินไปจ่ายค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ขณะที่บางคนต้องเผชิญความเสี่ยงถึงชีวิต จึงต้องเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะเมื่อตลาดแรงงานต่างประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวถึงข้อมูลที่กระทรวงแรงงานรายงานเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 เกี่ยวกับการเตรียมรองรับระบบการจ้างงานเพื่อพัฒนาทักษะของญี่ปุ่น ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่การทำงานในสถานะแรงงานทักษะเฉพาะ พร้อมชี้ว่าโลกการทำงานมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ มากขึ้น ประเทศไทยจึงต้องเตรียมทั้งภาษา ทักษะวิชาชีพ และทักษะใหม่ให้สอดคล้องกับงานที่แรงงานจะไปทำ
ทั้งนี้ นพ.เปรมศักดิ์ ได้เสนอแนวทางพัฒนาและคุ้มครองแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ ครอบคลุม 7 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. รู้ความต้องการนายจ้างก่อนฝึก ต้องตอบได้ว่างานรออยู่ที่ไหน
กระทรวงแรงงานต้องสำรวจความต้องการของแรงงานควบคู่กับความต้องการของนายจ้างในประเทศปลายทาง แล้วจึงออกแบบหลักสูตรให้ตรงกัน โดยบูรณาการข้อมูลระหว่างกรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และสำนักงานแรงงานในต่างประเทศ พร้อมปรับปรุงข้อมูลอย่างสม่ำเสมอให้ทันสถานการณ์
หลักสูตรเตรียมแรงงานไปต่างประเทศต้องตอบให้ได้ว่า จะไปทำงานอะไร ใช้เครื่องมือชนิดใด ต้องผ่านการทดสอบอะไร ใช้ภาษาในระดับไหน รวมถึงรายได้เมื่อเทียบกับค่าครองชีพและเงินลงทุนแล้วคุ้มค่าหรือไม่ ตลอดจนตรวจสอบความน่าเชื่อถือของนายจ้างและองค์กรที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานต้องไม่ผูกขาดกับบริษัทจัดหางานรายใดรายหนึ่ง และต้องป้องกันการเอื้อประโยชน์ระหว่างหน่วยงานรัฐกับเอกชน โดยยึดโอกาสและผลประโยชน์ของแรงงานเป็นหลัก ต้องรู้ให้ชัดว่างานอยู่ที่ไหน ก่อนเตรียมคนให้เดินทางไปถึงงานนั้น
2. ฝึกให้ถึงมาตรฐานที่ประเทศปลายทางยอมรับ
การฝึกในประเทศไทยต้องเชื่อมโยงกับมาตรฐานวิชาชีพที่ประเทศปลายทางยอมรับ เพื่อให้แรงงานนำทักษะไปใช้ทำงานได้จริง เช่น งานช่างเชื่อมและงานดูแลผู้สูงอายุ ต้องศึกษาว่าต่างประเทศมีวิธีปฏิบัติงานและกำหนดคุณสมบัติไว้อย่างไร แล้วพัฒนาการฝึกให้สอดคล้องกัน
นอกจากนี้ ต้องให้ความสำคัญกับภาษาที่ใช้ในการทำงาน เพื่อให้แรงงานสื่อสาร เข้าใจคำสั่ง และปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานควรนำมาปรับปรุงและสนับสนุนอย่างจริงจัง
3. เติมทักษะดิจิทัล–รู้ทันมิจฉาชีพ อ่านสัญญาจ้างให้เข้าใจ
แรงงานต้องได้รับการเตรียมพร้อมให้ใช้เครื่องมือดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับงาน รวมทั้งอ่านคำสั่งงานได้อย่างเข้าใจ ควบคู่กับทักษะการใช้ชีวิตในต่างประเทศ การรู้เท่าทันการหลอกลวง และการขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา
การฝึกควรครอบคลุมสถานการณ์จำลอง เช่น การแก้ปัญหาฉุกเฉิน ช่องทางร้องทุกข์ การติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือหน่วยงานไทยในต่างประเทศ ตลอดจนการอ่านและทำความเข้าใจสัญญาจ้างก่อนลงนาม
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า จากประสบการณ์เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เคยพบปัญหาแรงงานถูกหลอก ไม่เข้าใจสัญญาจ้างและถูกให้ลงนามโดยไม่ทราบรายละเอียด เมื่อกลับประเทศไทยจึงประสบปัญหาในการเรียกเงินคืนจากบริษัทจัดหางาน สะท้อนว่าการฝึกต้องครอบคลุมการปกป้องสิทธิของแรงงานด้วย
4. เปิดทางคนรายได้น้อยเข้าถึงการฝึกใกล้บ้าน
กรมพัฒนาฝีมือแรงงานควรใช้ศักยภาพของหน่วยฝึกในจังหวัดและสถาบันที่มีอยู่ในภูมิภาค รวมถึงบุคลากรครูฝึก เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย เข้าถึงการฝึกได้จริงและสะดวกขึ้น
แม้การใช้จ่ายเงินกองทุนต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย แต่หน่วยงานต้องช่วยอธิบายหลักเกณฑ์ สิทธิ และขั้นตอนให้ประชาชนเข้าใจ ไม่ปล่อยให้การไม่รู้กฎหมายหรือไม่เข้าใจระเบียบกลายเป็นอุปสรรคจนเสียโอกาสเข้าถึงบริการภาครัฐ
5. ติดตามคุ้มครองถึงปลายทาง อย่าปล่อยแรงงานขาดการติดต่อ
เมื่อแรงงานผ่านการฝึกและเดินทางไปทำงานต่างประเทศแล้ว ต้องมีระบบเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อติดตาม ดูแล และคุ้มครองอย่างต่อเนื่อง พร้อมมีช่องทางให้แรงงานติดต่อหน่วยงานไทยและส่งข่าวถึงครอบครัวได้
ไม่ควรปล่อยให้แรงงานไปทำงานเป็นเวลานานจนขาดการติดต่อกับประเทศไทย เพราะอาจเป็นสัญญาณของการถูกหลอกหรือเผชิญอันตราย ซึ่งในบางกรณีอาจนำไปสู่ความสูญเสียถึงชีวิต
6. แรงงานกลับบ้านต้องมีอาชีพ และเป็นครูให้คนรุ่นต่อไป
นพ.เปรมศักดิ์ เสนอให้สนับสนุนแรงงานที่กลับจากต่างประเทศนำความรู้และประสบการณ์มาต่อยอดสร้างอาชีพ พร้อมเป็นผู้ถ่ายทอดทักษะให้แรงงานรุ่นใหม่ โดยยกตัวอย่างแรงงานไทยที่ไปทำงานภาคเกษตรในอิสราเอล ได้เรียนรู้ระบบน้ำหยดและการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อกลับประเทศไทยกลับยังไม่สามารถนำความเชี่ยวชาญมาพัฒนาอาชีพของตนเองได้อย่างเต็มที่
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องศึกษาว่าแรงงานเหล่านี้ขาดอะไร และจะสนับสนุนให้ใช้ทักษะที่มีสร้างรายได้ในบ้านเกิดได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ต้องดิ้นรนหาเงินเดินทางกลับไปทำงานต่างประเทศซ้ำอีกเพราะไม่มีทางเลือก
ควรสร้างเครือข่ายแรงงานคืนถิ่นให้ติดต่อและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้ พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้จากต่างประเทศสู่การพัฒนาชุมชนและการฝึกแรงงานรุ่นต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม
7. วัดความสำเร็จจากชีวิตแรงงานที่ดีขึ้น ไม่ใช่ตัวเลขอย่างเดียว
นพ.เปรมศักดิ์ ย้ำว่า ความสำเร็จของกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานต้องสะท้อนว่าแรงงานมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นจริงหรือไม่ ไม่ควรพิจารณาเพียงตัวเลขผลดำเนินงาน เพราะหากดำเนินโครงการแล้วแรงงานยังไม่สามารถยกระดับชีวิตได้ ก็เสี่ยงเป็นการดำเนินงานที่สูญเปล่า
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะนักการเมืองจากภาคอีสาน ซึ่งมีประชาชนเดินทางไปทำงานต่างประเทศจำนวนมาก ตนเห็นทั้งความยากจนของแรงงานและองค์ความรู้ที่พวกเขาได้รับกลับมา จึงรู้สึกเสียดายหากประสบการณ์เหล่านั้นไม่ได้รับการต่อยอด
กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานจึงต้องทำหน้าที่เชื่อมโยงโอกาส สนับสนุนทักษะ และต่อยอดให้แรงงานสร้างอาชีพได้จริง เพื่อให้การไปทำงานต่างประเทศนำไปสู่ชีวิตที่มั่นคงเมื่อกลับบ้าน และไม่ปล่อยให้แรงงานติดอยู่ในวงจรความยากจนต่อไป
