สสส.ปลุกคนไทยลุกจากความเนือยนิ่งนักวิ่งกว่า 3,000 คนรวมพลังใต้พระราม 8 วิ่งสู้โรค

ขณะที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กำลังกลายเป็นภัยเงียบคุกคามสุขภาพคนไทยอย่างหนัก เช้ามืดเวลา 04.00 น. วันที่ 25 มกราคม 2569 บริเวณใต้สะพานพระราม 8 กลับคึกคักด้วยพลังของผู้คนกว่า 3,000 คน ที่ลุกขึ้นมา “วิ่งเปลี่ยนชีวิต” ในกิจกรรม “Thai Health Day Run 2026 วิ่งสู่วิถีชีวิตใหม่” ครั้งที่ 13 ภายใต้แนวคิดสะเทือนใจ “แค่ออกวิ่ง อวัยวะก็ออกวิ่งด้วย”

กิจกรรมดังกล่าวจัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อจุดกระแสการมีกิจกรรมทางกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และสร้าง “นิสัยการขยับร่างกาย” ให้กลายเป็นวิถีชีวิตของคนไทย

นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รองประธานกรรมการกองทุน สสส. คนที่ 2 กล่าวว่า Thai Health Day Run ไม่ใช่แค่งานวิ่ง แต่เป็นเครื่องมือสร้างประสบการณ์ตรง ให้ประชาชนเห็นด้วยตัวเองว่า “การเดิน–วิ่ง” คือรากฐานของสุขภาวะที่ยั่งยืน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม พร้อมผลักดันแนวคิด “วิ่งละแวกบ้าน” เพื่อสร้างความปลอดภัย ลดความเสี่ยง และเชื่อมความสัมพันธ์ของคนในชุมชน

ขณะเดียวกัน สสส. ยังมุ่งยกระดับมาตรฐานการจัดงานวิ่งในประเทศไทย ให้เป็นไปตามหลัก Safe Fair Fun หรือ “วิ่งปลอดภัย ยุติธรรม และสนุกสนาน” ตั้งแต่ระบบจัดการงาน มาตรการความปลอดภัย ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมของบุคลากร เพื่อขยายผลสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยตัวเลขที่สะท้อนวิกฤตสุขภาพคนไทยว่า ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยโรค NCDs เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะน้ำหนักเกิน–อ้วน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนไทยไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ภายในปี 2568

ข้อมูลการสำรวจสุขภาพคนไทยล่าสุด พบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ป่วยเบาหวานกว่า 6.1 ล้านคน ความดันโลหิตสูง 17.5 ล้านคน และมีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนถึง 27.4 ล้านคน ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือสัญญาณเตือนว่า หากยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรม สุขภาพคนไทยจะถดถอยหนักยิ่งขึ้น

นพ.พงศ์เทพ ระบุว่า การมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการเดินหรือวิ่ง สามารถลดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะช่วยให้อวัยวะภายในทำงานดีขึ้นทั้งระบบ ตั้งแต่หัวใจ หลอดเลือด ไปจนถึงตับอ่อน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และลดภาระของระบบไหลเวียนโลหิต

สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ แบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ วิ่ง 10 กิโลเมตร 5 กิโลเมตร และเดินเพื่อสุขภาพ 3 กิโลเมตร สะท้อนแนวคิดว่า “ทุกคนเริ่มต้นได้” ไม่ว่าจะเป็นนักวิ่งมือใหม่หรือประชาชนทั่วไป

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและกิจกรรมต่อเนื่องได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ Thai Health Day Run