
เมื่อวันที่ 27 มกราคม ศาสตราจารย์ นายแพทย์ชวลิต เลิศบุษยานุกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา และหัวหน้าสาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาต่อการบริหารกองทุนประกันสังคม ภายหลังสำนักงานประกันสังคมแถลงผลตอบแทนจากการลงทุนกว่า 80,000 ล้านบาท
ศ.นพ.ชวลิต ระบุว่า ตัวเลขผลตอบแทนดังกล่าว เมื่อพิจารณาในเชิงการลงทุนจริง คิดเป็นอัตราผลตอบแทนไม่ถึงร้อยละ 3 ต่อปี ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับ “ธรรมดา” และไม่ใช่ตัวเลขที่ควรถูกยกย่องหรือแถลงข่าวอย่างยิ่งใหญ่ หากเทียบกับผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อ “คุณภาพชีวิต” ของผู้ประกันตนซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินสมทบอย่างต่อเนื่อง
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งรายนี้ชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งในระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำระหว่างสิทธิรักษาพยาบาลของประชาชน ภายใต้นโยบาย “Cancer Anywhere” ของสิทธิบัตรทอง ที่เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงเรียนแพทย์ที่มีความพร้อมสูงได้ทันที กับสิทธิการรักษามะเร็งของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ซึ่งยังถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขและสถานพยาบาลตามสิทธิ
ศ.นพ.ชวลิต ระบุว่า ผู้ประกันตนจำนวนมากต้องรักษาในโรงพยาบาลเอกชนขนาดกลาง ซึ่งหลายแห่งไม่มีศักยภาพรองรับโรคมะเร็งที่มีความซับซ้อน ขณะที่การขอส่งต่อไปรักษาในโรงเรียนแพทย์กลับเต็มไปด้วยขั้นตอนและเงื่อนไข จนทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเหมือนต้อง “ร้องขอความเมตตา” ทั้งที่เป็นสิทธิซึ่งได้มาจากเงินสมทบของตนเอง
เขายังตั้งข้อสังเกตว่า มีผู้ประกันตนบางส่วนถึงขั้นตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อให้พ้นจากระบบประกันสังคมและกลับไปใช้สิทธิบัตรทอง หรือสิทธิรักษาพยาบาลของครอบครัวข้าราชการ เพื่อให้ได้รับการรักษาที่มีคุณภาพมากกว่า โดยตั้งคำถามว่า เงินสมทบที่จ่ายมาตลอดช่วงวัยทำงานนั้น “จ่ายไปเพื่ออะไร” หากสุดท้ายไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมได้
ศ.นพ.ชวลิต ฝากถึงคณะกรรมการประกันสังคมว่า ก่อนจะภูมิใจกับตัวเลขผลกำไร ควรหันมาพิจารณา “บัญชีชีวิต” ของผู้ประกันตนควบคู่ไปด้วย พร้อมย้ำว่า การบริหารเงินให้ได้ผลตอบแทนเป็นหน้าที่พื้นฐาน แต่การบริหารสิทธิการรักษาให้สมศักดิ์ศรีกับเงินที่ประชาชนจ่าย คือบทพิสูจน์ “ฝีมือที่แท้จริง” ของผู้บริหารกองทุน


