
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. พระนครศรีอยุธยา จำกัด อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการ “สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต” โดยย้ำว่า นโยบายดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงมาตรการช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยให้เกษตรกรเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ยุคดิจิทัล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พัฒนาแอปพลิเคชันที่ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้และข้อมูลสำคัญ ทั้งด้านคุณภาพเมล็ดพันธุ์ การวางแผนบริหารต้นทุน การจัดการผลผลิต และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และพัฒนาทักษะใหม่ (Reskill) ให้เกษตรกรสามารถปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตรในอนาคต
นายกรัฐมนตรีระบุว่า แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเดียวกับโครงการ “คนละครึ่ง ไทยช่วยไทยพลัส” ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยผู้ประกอบการบริหารต้นทุน ขยายตลาด และสร้างช่องทางเพิ่มรายได้ โดยรัฐบาลต้องการผลักดันให้ภาคเกษตรใช้เครื่องมือดิจิทัลเป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้อย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันอุทกภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือโครงการ Floodway ว่า แม้โครงการจะเริ่มดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ต้องเผชิญกับความล่าช้าจากหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ภัยพิบัติ สงคราม และความผันผวนของราคาน้ำมัน ส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องขยายระยะเวลาสัญญาก่อสร้างตามความเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะเร่งรัดทุกโครงการที่เกี่ยวข้องให้เดินหน้าอย่างเต็มกำลัง โดยโครงการที่มีความเชื่อมโยงกันจะต้องเร่งดำเนินการในส่วนที่เป็นคอขวดให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อไม่ให้กระทบต่อโครงการลำดับถัดไป ขณะที่โครงการใดสามารถดำเนินการควบคู่กันได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการก่อสร้าง ก็จะเร่งเดินหน้าพร้อมกันทันที เพื่อลดระยะเวลาการดำเนินงานและให้ประชาชนได้รับประโยชน์โดยเร็วที่สุด
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ไม่ว่าแหล่งเงินลงทุนจะมาจากงบประมาณแผ่นดินหรือเงินกู้ รัฐบาลก็จำเป็นต้องผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้น เนื่องจากประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมชี้ว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำมีความคุ้มค่ากว่าการใช้งบประมาณเพื่อเยียวยาผู้ประสบภัยในทุกปี
“รัฐบาลต้องใช้งบประมาณกว่า 30,000-40,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อชดเชยและเยียวยาความเสียหายจากอุทกภัย หากนำงบประมาณจำนวนดังกล่าวมาลงทุนในระบบป้องกันน้ำท่วมและบริหารจัดการน้ำอย่างถาวร จะช่วยแก้ปัญหาได้ในระยะยาว ทั้งการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในภาคการเกษตร และการผันน้ำส่วนเกินออกสู่อ่าวไทย เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชน” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายกรัฐมนตรียังเปิดเผยว่า ขณะนี้หลายโครงการได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีโครงการก่อสร้างรวม 7 โครงการ ควบคู่กับการดำเนินงานของกรมโยธาธิการและผังเมืองในการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งและแนวป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อป้องกันน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าบูรณาการระบบป้องกันอุทกภัยทั้งระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านการบริหารจัดการน้ำ ลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืนในระยะยาว
