
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จัดประชุมร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เพื่อบูรณาการข้อมูลและติดตามความคืบหน้าคดีเครือข่ายลักลอบลำเลียงเฮโรอีนข้ามชาติ ภายหลังดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษที่ 99/2569
พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วย ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีดีเอสไอ ร่วมแถลงผลการประชุมว่า ล่าสุดศาลได้อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 4 ราย ประกอบด้วยชาวลาว 3 ราย และชาวไทย 1 ราย ซึ่งมีพฤติการณ์เป็นกลุ่มลักลอบขนยาเสพติดข้ามแม่น้ำโขงจากฝั่ง สปป.ลาว เข้ามายังประเทศไทย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวไทยได้แล้ว 1 ราย คือ “นายแคล้ว” ในพื้นที่จังหวัดเลย โดยทำหน้าที่รับช่วงยาเสพติดจากชายแดนก่อนส่งต่อให้เครือข่ายที่เชื่อมโยงกับสองสามีภรรยาและหญิงชาวลาวซึ่งถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ ส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออยู่ระหว่างประสานความร่วมมือกับทางการ สปป.ลาว เพื่อติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
จากการสืบสวนพบว่า ขบวนการดังกล่าวมีรูปแบบการลำเลียงยาเสพติดหลัก 2 วิธี ได้แก่ การส่งผ่านระบบขนส่งพัสดุจากพื้นที่ชายแดนเข้าสู่กรุงเทพมหานคร และการส่งต่อกันเป็นทอด ๆ จากพื้นที่ชายแดนสู่ภาคกลาง ก่อนให้ผู้รับหิ้วนำออกนอกประเทศ
เจ้าหน้าที่ยังพบจุดเชื่อมโยงสำคัญของเครือข่าย คือ “นายอุทัย” ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ หลังมีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นผู้ส่งกระเป๋าที่ซุกซ่อนเฮโรอีนให้กับ “นางสาวมีนา” ภายในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง อีกทั้งยังพบเส้นทางการเงินและการติดต่อที่เชื่อมโยงกับกลุ่มค้ายาเสพติดในพื้นที่ชายแดนจังหวัดเลย ทำให้นายอุทัยกลายเป็น “ตัวกลางสำคัญ” ที่เชื่อมโยงเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติทั้งสองกลุ่มเข้าด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบว่าขบวนการทั้งสองมีผู้บงการคนเดียวกันหรือไม่ หากพบความเชื่อมโยงชัดเจน จะดำเนินการรวมสำนวนคดีและส่งให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษเพื่อขยายผลถึงผู้บงการระดับสูงต่อไป
สำหรับ ผู้ใช้บัญชีแชต “Rose Rose” ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานกับกลุ่มผู้รับหิ้วยาเสพติดนั้น เจ้าหน้าที่ระบุว่าทราบตัวตนแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม และเชื่อว่าเป็นเพียงผู้ปฏิบัติการระดับล่าง ไม่ใช่ผู้บงการตัวจริงของเครือข่าย
ในส่วนของคดี “นางสาวมีนา” ป.ป.ส. ยืนยันว่าการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในทุกมิติ ไม่ใช่การช่วยเหลือผู้ต้องหาแต่อย่างใด โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งต่อให้ทางการออสเตรเลียใช้ประกอบการพิจารณาคดีตามกระบวนการยุติธรรม
ทั้งนี้ รัฐบาลออสเตรเลียได้แสดงความพึงพอใจต่อการทำงานของประเทศไทย รวมถึงมาตรการยกระดับการตรวจค้นสัมภาระภายในท่าอากาศยานของไทย ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดระหว่างประเทศ
พ.ต.ต.สุริยา กล่าวย้ำว่า ป.ป.ส. และดีเอสไอ ขอเตือนประชาชนอย่ารับจ้างหิ้วกระเป๋า ส่งพัสดุ หรือรับฝากสิ่งของให้บุคคลแปลกหน้าโดยเด็ดขาด แม้อีกฝ่ายจะอ้างว่าไม่ทราบว่าภายในมีสิ่งผิดกฎหมายก็ตาม เพราะพฤติกรรมดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดร้ายแรงตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายยาเสพติด ซึ่งมีโทษสูงถึงจำคุกตลอดชีวิต หรือในบางประเทศอาจมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต
พร้อมยืนยันว่า เจ้าหน้าที่จะเดินหน้าขยายผลอย่างเข้มข้น เพื่อตามล่าผู้ร่วมขบวนการและผู้บงการตัวจริง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติให้สิ้นซากต่อไป
