
เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้นมีอยู่
จึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา พระพรหมวชิรเวที ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระญาณวชิโรดม สุตาคมปริยัติกิจดิลก สาธกธรรมปฏิภาณวิจิตร นิวิฐสีลสมาจาร ไพศาลศาสนกิจจาทร ตรีปิฎกวราลงกรณ์ ธรรมยุติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป
ขออาราธนาพระคุณ จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะและในพระอาราม ตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศ ซึ่งพระราชทานนี้ และจงเจริญอายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติ วิรุฬหิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2569
ประกาศ ณ วันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน
สำหรับ พระพรหมวชิรเวที นามเดิมว่า อมร มลาวรรณ เป็นพระเถระฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ผู้มีบทบาทสำคัญในกิจการคณะสงฆ์มาโดยลำดับ ทั้งด้านการปกครอง การศึกษา พระปริยัติธรรม การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตลอดจนงานสาธารณูปการและสาธารณสงเคราะห์ ท่านเกิดเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2483 ณ บ้านหนามแท่ง ต.ม่วง อ.มหาชนะชัย จ.อุบลราชธานี ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตจ.ยโสธร อุปสมบทเมื่อ พ.ศ.2505 ณ พัทธสีมาวัดปทุมวนาราม โดยมี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน อุฏฺฐายี) วัดมกุฏกษัตริยาราม ซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 16 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และมี พระธรรมปาโมกข์ (บุญมั่น มนฺตาสโย) อดีตเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระพรหมวชิรเวที ดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ เจ้าอาวาสวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม กรรมการบริหารคณะธรรมยุต ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 (ธรรมยุต) พระอุปัชฌาย์ ผู้ช่วยแม่กองธรรมสนามหลวง และเจ้าสำนักเรียนวัดปทุมวนาราม ส่วนด้านการศึกษา พระพรหมวชิรเวทีเป็นพระเถระผู้ทรงภูมิรู้ในพระปริยัติธรรม สอบได้เปรียญธรรม 7 ประโยค และเคยมีบทบาทในมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) ทั้งในฐานะอาจารย์ อดีตคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภามหาวิทยาลัย และผู้รักษาการแทนอธิการบดีมมร นอกจากนี้ท่านทั้งยังเผยแพร่ปฏิปทาพระกรรมฐาน โดยเฉพาะการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ณ วัดปทุมวนาราม รวมทั้งมีส่วนสำคัญในงานก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน ตลอดจนโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่เฉลิมพระเกียรติและงานสาธารณประโยชน์ในโอกาสต่างๆ ด้วย
การสถาปนาสมณศักดิ์ พระพรหมวชิรเวที ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระญาณวชิโรดม ในครังนี้ ส่งผลให้มีสมเด็จพระราชาคณะซึ่งเป็นสมณศักดิ์ชั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ไทยรองจากสมเด็จพระสังฆราช รวมจำนวน 10 รูป โดยเป็นมหานิกาย 5 รูป คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดญาณเวศกวัน จ.นครปฐม สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี วัดไตรมิตรฯ และสมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์ วัดกะพังสุรินทร์ จ.ตรัง ฝ่ายธรรมยุต 5 รูป คือ สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทราวาส สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม สมเด็จพระพุทธพจนวชิรมุนี วัดเครือวัลย์ สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์ วัดพระศรีมหาธาตุ และสมเด็จพระญาณวชิโรดม วัดปทุมวนาราม

