‘โสภณ’ ตะลุยลำปลายมาศทำความดีวันพระใหญ่ พร้อมให้กำลังใจบุคลากรด่านหน้า

ประธานรัฐสภา ลุยตรวจโรงพยาบาลลำปลายมาศในวันพระใหญ่ หลังพบผู้ป่วยคลุ้มคลั่งพุ่ง หนุนอาสาสมัครดูแลความปลอดภัยหมอและพยาบาลแบบเต็มสูบ

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 บรรยากาศในวันพระใหญ่ แรม 15 ค่ำ เดือน 10 ทางอำเภลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รณรงค์ให้ชาวบ้านเข้าวัดรักษาอุโบสถศีลและถือศีลแปด เพื่อกล่อมเกลาจิตใจตามวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยมีประชาชนตบเท้าเข้าร่วมอย่างอบอุ่น เช่น ที่วัดโพธิ์ย้อย ตำบลบ้านยาง 125 คน และวัดหนองโดนอีก 60 คน

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา ในฐานะประธานชมรมคนทำดีเพื่อพ่อของแผ่นดิน นำทีมสนับสนุนน้ำปานะถวายแด่ผู้เข้าร่วมรักษาศีล ซึ่งทำต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยเจ้าตัวลั่นวาจาชัดเจนว่า การสร้างบ้านเมืองให้น่าอยู่ ไม่ใช่แค่ลมปาก แต่ต้องเริ่มจากการปลูกฝังให้คนในชุมชนคิดดี ทำดี และช่วยกันรักษาขนบธรรมเนียมอันดีงามเอาไว้

แต่วาระสำคัญที่สร้างความสะเทือนใจและต้องเร่งแก้ปัญหาด่วน คือการลงพื้นที่โรงพยาบาลลำปลายมาศ เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ผู้ป่วยที่ตกเป็นเหงือกยาเสพติด โดยเฉพาะเคสวิกฤตที่มีอาการทางจิตรุนแรงและคลุ้มคลั่ง ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการดูแลรักษาเบื้องต้นและถอนพิษยาจำนวน 9 ราย โดยมีแพทย์และพยาบาลต้องระดมกำลังเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยระยะกลาง หรือ IMC อีก 12 รายที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเช่นกัน

งานนี้ปัญหาไม่ได้มีแค่ตัวผู้ป่วย แต่ขวัญกำลังใจของบุคลากรทางการแพทย์คือเรื่องใหญ่ นายโสภณจึงยื่นมือเข้าช่วยทันที ด้วยการจัดตั้งอาสาสมัครกลุ่ม “รักศรัทธา” เข้ามาเสริมทัพดูแลความปลอดภัยและสร้างขวัญกำลังใจให้หมอและพยาบาล โดยมีมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ ควักกระเป๋าดูแลรับผิดชอบค่าเบี้ยเลี้ยงให้ทั้งหมด เพื่อแบ่งเบาภาระและช่วยให้บุคลากรด่านหน้าปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างไร้ความกังวล

พร้อมกันนี้ นายโสภณ ในนามชมรมคนทำดีเพื่อพ่อของแผ่นดิน ได้มอบเงินสนับสนุนส่วนหนึ่งเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยทั่วไป หลังรับฟังปัญหาและอุปสรรคหน้างานที่ต้องอาศัยทั้งความอดทนและความเสียสละอย่างสูง

การลงพื้นที่ตลอดทั้งวันของนายโสภณ ถือเป็นบทพิสูจน์ชัดว่า การทำความดีไม่ใช่แค่การบริจาคฉาบฉวย แต่เป็นการลงมือทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง หมอมีกำลังใจ ผู้ป่วยปลอดภัย และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง สมกับเจตนารมณ์ที่ต้องการเปลี่ยนคำว่า “บ้านเมืองน่าอยู่” ให้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ภาพฝันในห้องประชุมสภาเท่านั้น