
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ อาคารรัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดโครงการ “หลักธรรมนำชีวิตด้วยวิถีทางศาสนา” กิจกรรมบรรยายธรรมทางพระพุทธศาสนา ภายใต้หลัก “ทาน ศีล ภาวนา” เพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และยกระดับจิตสำนึกของบุคลากรสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ภายในงานได้รับความเมตตาจาก พระพรหมวัชรวิมลมุนี (บุญชิต ญาณสํวโร ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร แสดงสัมโมทนียกถา พร้อมประพรมน้ำพระพุทธมนต์และให้พรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ

บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบและเปี่ยมด้วยศรัทธา โดยมีคณะทำงานทางการเมืองของประธานสภาผู้แทนราษฎร นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร คณะผู้บริหาร นายกนก รัตน์วงศ์สกุล และนางสาวอุบลรัตน์ เถาว์น้อย ผู้ดำเนินรายการ “ลายกนก ยกสยาม” ทางสถานีโทรทัศน์ TOPNEWS ช่อง 77 ตลอดจนบุคลากรสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

จากนั้น นายโสภณนำผู้เข้าร่วมโครงการร่วมสวดมนต์ เจริญจิตภาวนา และนั่งสมาธิถวายเป็นพระราชกุศล ก่อนกล่าวโอวาทว่า หลักธรรมสำคัญที่ทุกคนควรน้อมนำไปใช้ทั้งในการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติราชการ คือ “ทาน ศีล และภาวนา” ซึ่งเป็นรากฐานของการสร้างคนดีและองค์กรที่มีคุณธรรม

ประธานรัฐสภาอธิบายว่า การถวายสังฆทานถือเป็นการบำเพ็ญ “ทาน” อันเป็นเหตุแห่งการสั่งสมบุญและความเจริญทางจิตใจ พร้อมย้ำว่า แม้ผู้ใดจะไม่ได้ร่วมบริจาคปัจจัยโดยตรง ก็ไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะเพียงตั้งใจร่วมกล่าวคำถวายสังฆทาน และร่วมอนุโมทนาด้วยจิตอันเลื่อมใส บุญก็ย่อมเกิดขึ้นได้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการร่วมออกทรัพย์เท่านั้น
นายโสภณกล่าวต่อว่า หลักธรรมดังกล่าวสอดคล้องกับ “บุญกิริยาวัตถุ 3” และหลัก “ปัตตานุโมทนามัย” หรือการยินดีในบุญที่ผู้อื่นกระทำ ซึ่งถือเป็นเหตุแห่งบุญประการหนึ่ง ดังนั้น แม้มิได้เป็นเจ้าภาพถวายสังฆทานโดยตรง แต่หากร่วมอนุโมทนาด้วยใจที่บริสุทธิ์ ก็ย่อมได้รับอานิสงส์แห่งบุญเช่นเดียวกัน

สำหรับหลัก “ศีล” นั้น ประธานรัฐสภาระบุว่า การสำรวมกาย วาจา และใจ ให้สงบเรียบร้อยตลอดพิธี ถือเป็นการรักษาศีลในทางปฏิบัติ ส่วน “ภาวนา” คือการฝึกสติให้รู้เท่าทันกายและใจของตนเอง มีความรู้ตัวอยู่กับลมหายใจเข้าและออก เมื่อสติตั้งมั่น สมาธิก็จะเกิด และเมื่อสมาธิเจริญมั่นคง ปัญญาก็จะค่อย ๆ งอกงามตามลำดับ

นายโสภณยังกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างคำว่า “บุญ” และ “กุศล” ว่า บุญคือเหตุแห่งความสุข ขณะที่กุศลคือเหตุแห่งความฉลาด เมื่อจิตใจอิ่มเอิบจากการทำบุญ ย่อมเป็นพื้นฐานให้ปัญญาค่อย ๆ เติบโต พร้อมยกข้อธรรมของพระพรหมวัชรวิมลมุนีที่ว่า “บุญเป็นชื่อของความสุข กุศลเป็นชื่อของความฉลาด” เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า การสดับพระธรรมย่อมทำให้จิตใจเบิกบาน สงบ และเกิดปัญญาในการดำเนินชีวิต

ในช่วงท้าย นายโสภณเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมโครงการนำหลักธรรมที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและการปฏิบัติราชการ เพื่อประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม พร้อมกล่าวว่า ในช่วงใกล้ปิดสมัยประชุมรัฐสภา ขออำนาจแห่งบุญกุศลที่ทุกคนได้ร่วมกันบำเพ็ญในวันนี้ จงเป็นสิริมงคล นำมาซึ่งความสุข ความเจริญ ความสำเร็จในหน้าที่การงาน และความร่มเย็นแก่ทุกครอบครัว
สำหรับโครงการ “หลักธรรมนำชีวิตด้วยวิถีทางศาสนา” จัดขึ้นโดยกลุ่มงานส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม สำนักพัฒนาทรัพยากรบุคคล สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีเป้าหมายส่งเสริมให้บุคลากรมีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สามารถน้อมนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติงาน ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรแห่งคุณธรรม ควบคู่กับการปฏิบัติราชการที่มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

