‘ไทย–อินโด’ ผนึกกำลังกลาโหมยกระดับความมั่นคงทุกมิติ ดัน AWAV บุกตลาดอาเซียนย้ำแก้ใต้ด้วยสันติ

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าหารือทวิภาคีกับ พล.อ.ซาฟรี ซัมซุดดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย ระหว่างร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงอย่างรอบด้าน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพกองทัพและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับอินโดนีเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ผลการหารือ ทั้งสองประเทศตกลงเดินหน้าจัดตั้งกลไกหารือเชิงนโยบายด้านกลาโหม (Defence Policy Dialogue) เพื่อเป็นเวทีขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ควบคู่กับการขยายความร่วมมือด้านการฝึกร่วม การแลกเปลี่ยนการศึกษาทางทหาร ผู้เชี่ยวชาญจากทุกเหล่าทัพ และการปฏิบัติการพิเศษ ภายใต้บันทึกความเข้าใจด้านการป้องกันประเทศที่ทั้งสองประเทศลงนามร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2558

นอกจากนี้ ไทยและอินโดนีเซียยังยืนยันบทบาทการเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านความมั่นคงของอาเซียน ผ่านกรอบการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน (ADMM) และการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา (ADMM-Plus) พร้อมสนับสนุนการฝึก “Trident Resolve” ซึ่งครอบคลุมการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การรับมือภัยพิบัติ ความมั่นคงไซเบอร์ และการแพทย์ทหาร รวมถึงแสดงความพร้อมเข้าร่วมความร่วมมือด้านการลาดตระเวนทางทะเลและทางอากาศในช่องแคบมะละกา เพื่อร่วมรักษาความปลอดภัยของเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของภูมิภาค

ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พล.ท.อดุลย์ได้เชิญชวนอินโดนีเซียเข้าร่วมงานนิทรรศการ Defense & Security 2570 ของประเทศไทย พร้อมเสนอให้พิจารณายานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8×8 ซึ่งพัฒนาโดยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาในโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ของนาวิกโยธินอินโดนีเซีย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันศักยภาพอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยสู่ตลาดอาเซียน

สำหรับสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.ท.อดุลย์ยืนยันว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นประเด็นภายในของประเทศไทยที่มีความซับซ้อน และไม่ใช่ความขัดแย้งทางศาสนา โดยรัฐบาลไทยยังคงเดินหน้ากระบวนการสันติสุขควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย การพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมขอรับการสนับสนุนจากอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรอบอาเซียนและองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) รวมถึงความร่วมมือด้านการดูแลนักศึกษามุสลิมไทยและการส่งเสริมเศรษฐกิจฮาลาล

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยฝ่ายไทยกล่าวขอบคุณอินโดนีเซียที่วางตัวเป็นกลาง และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าการใช้กำลังของไทยเป็นไปเพื่อการป้องกันตนเองและคุ้มครองประชาชนตามหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน

ฝ่ายไทยยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันรักษาข้อตกลงหยุดยิง หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจยั่วยุให้สถานการณ์บานปลาย งดเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน และเร่งดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี อันจะนำไปสู่ความมั่นคงและสันติภาพที่ยั่งยืนของภูมิภาคในระยะยาว