กทม. แจงยิบดราม่า ‘แก้มลิงบงคู้บอน’ 1.1 หมื่นล้าน ชี้คุ้มไม่คุ้ม ปมงบพุ่ง-น้ำได้แค่จิ๊บๆ

กทม. ลุกขึ้นชี้แจงดราม่าโครงการแก้มลิงบึงคู้บอน 1.1 หมื่นล้าน ยันไร้เอื้อประโยชน์เอกชน เผยเหตุผลสะเทือนใจงบพุ่งกระฉูดแต่รับน้ำได้จริงแค่กระจิ๋วหลิวเมื่อเทียบกับทุนสร้าง

เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2569 นายเจษฎา จันทรประภา รองปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายชวลิต จันทรรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TEAM GROUP บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) ชี้แจงข้อกังวลเกี่ยวกับการทบทวนโครงการแก้มลิงบึงคู้บอน โดยระบุว่า การตัดสินใจดำเนินโครงการต้องพิจารณาทั้งประสิทธิภาพ ความสามารถในการรับและระบายน้ำ การเชื่อมต่อกับระบบหลัก และความคุ้มค่าของงบประมาณ

นายเจษฎายืนยันว่า การพิจารณาดังกล่าวดำเนินการตามหลักวิชาการและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใด เป้าหมายสำคัญคือการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาน้ำท่วมและประชาชนในระยะยาว

สำหรับแนวคิดพัฒนาแก้มลิงในพื้นที่นี้ เริ่มต้นขึ้นหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ก่อนที่ผลการศึกษาระบบระบายน้ำในปี 2556 จะเสนอให้เพิ่มพื้นที่รับน้ำหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่เป็นที่ดินเอกชน จึงต้องผ่านกระบวนการเวนคืนและรับฟังความคิดเห็น ขณะที่เวลาผ่านไป ราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้น และการทำให้แก้มลิงใช้งานได้จริงยังต้องลงทุนระบบประกอบอีกจำนวนมาก

นายชวลิตเปิดเผยว่า บึงคู้บอนมีความจุตามแนวคิดโครงการประมาณ 870,000 ลูกบาศก์เมตร แต่ปริมาตรที่นำมาใช้บริหารจัดการน้ำได้จริงอยู่ที่ประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตร เนื่องจากไม่สามารถใช้ความจุทั้งหมดของบึงได้ และต้องเผื่อระดับน้ำสำหรับควบคุมการทำงานของระบบ

โจทย์ใหญ่จึงไม่ได้จบเพียงการเวนคืนที่ดินหรือขุดบึง แต่ต้องทำให้ครบทั้งทางนำน้ำเข้า พื้นที่กักเก็บ และทางระบายน้ำออก ซึ่งหมายถึงการปรับปรุงคลองเชื่อมต่อ ก่อสร้างคันและแนวป้องกันน้ำ อาคารควบคุม ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ รวมถึงติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อให้บึงรับน้ำ กักน้ำ และระบายออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อรวมราคาที่ดินปัจจุบันกับค่าก่อสร้างระบบทั้งหมด นายชวลิตระบุว่า กรอบค่าใช้จ่ายโครงการบึงคู้บอนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 11,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้จึงไม่ได้เป็นเฉพาะค่าเวนคืนที่ดิน แต่รวมองค์ประกอบที่จำเป็นต่อการทำงานของแก้มลิงทั้งระบบด้วย

นายชวลิตกล่าวว่า กทม.จำเป็นต้องนำต้นทุนมาเปรียบเทียบกับปริมาตรน้ำที่บริหารได้จริง โดยบึงคู้บอนใช้บริหารน้ำได้ประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตร ส่วนบึงหนองบอนซึ่งเป็นบึงขนาดใหญ่ที่มีอยู่แล้ว สามารถนำปริมาตรมาใช้บริหารจัดการน้ำได้ประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือมากกว่าราว 10 เท่า อีกทั้งยังเชื่อมต่อกับระบบอุโมงค์และคลองสายหลัก เพื่อดึงน้ำจากพื้นที่ฝั่งตะวันออกเข้าสู่ระบบระบายน้ำขนาดใหญ่ได้

หัวใจของแก้มลิงที่มีประสิทธิภาพต้องครบทั้ง “ปาก–แก้ม–คอ” ได้แก่ ทางนำน้ำเข้า พื้นที่เก็บน้ำ และทางระบายน้ำออก หากมีพื้นที่รับน้ำ แต่ดึงน้ำเข้าไม่ได้หรือระบายออกไม่ทัน ก็ไม่สามารถใช้ศักยภาพของบึงได้เต็มที่

กทม.จึงวางแนวทางพัฒนาระบบระบายน้ำฝั่งตะวันออกให้เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ผ่านคลองสายหลัก อาทิ คลองพระยาสุเรน คลองสามวา คลองแสนแสบ และคลองประเวศบุรีรมย์ เชื่อมกับบึงหนองบอน อุโมงค์ระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ พร้อมวางแผนเพิ่มการรับน้ำจากพื้นที่มีนบุรี บางกะปิ ลาดกระบัง ร่มเกล้า และพื้นที่ใกล้เคียงเข้าสู่ระบบดังกล่าว

ระหว่างที่โครงการขนาดใหญ่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ กทม.ได้จัดมาตรการระยะสั้นและระยะกลางควบคู่กัน ทั้งบริหารประตูระบายน้ำตามแนวคลองแสนแสบและคลองประเวศบุรีรมย์ เร่งเปิดทางน้ำ ปรับปรุงคลอง เสริมแนวป้องกันน้ำ และนำน้ำเข้าสู่บึงหนองบอนให้มากขึ้น เพื่อใช้กำลังสูบน้ำและอุโมงค์ที่มีอยู่ให้เต็มศักยภาพ

ด้านนายเจษฎากล่าวถึงเหตุฝนตกหนักต่อเนื่องล่าสุดว่า ปริมาณฝนสะสมในกรุงเทพฯ หลายวันสูงกว่า 300 มิลลิเมตร ทำให้เกิดน้ำจำนวนมากเมื่อเทียบกับความจุของแก้มลิงขนาดเล็ก แม้บึงคู้บอนและบางชันรวมกันจะช่วยหน่วงน้ำฝนได้ส่วนหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำจากฝนหนักทั้งพื้นที่ ยังจำเป็นต้องใช้คลอง อุโมงค์ และสถานีสูบน้ำระบายออกอย่างต่อเนื่องควบคู่กัน

นายเจษฎาย้ำว่า เครื่องมือบริหารจัดการน้ำทุกประเภทมีความสำคัญ รวมถึงแก้มลิง แต่การเลือกดำเนินโครงการแต่ละแห่งต้องดูให้ครบ ทั้งปริมาตรน้ำที่ใช้ได้จริง ประสิทธิภาพ การเชื่อมต่อกับระบบระบายน้ำ และความคุ้มค่าของงบประมาณ เพื่อให้จัดการน้ำได้มากที่สุดและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว