
ครม.ไฟเขียวงบฉุกเฉิน 433 ล้าน ป้องชีวิตประชาชนแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เดินหน้า 3 ภารกิจเร่งด่วน ส่วนแผนซื้อปืนลูกซอง 1,675 กระบอก ยังรอขั้นตอนกฎหมาย
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 433,519,268 บาท ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา
เป้าหมายสำคัญคือเสริมความปลอดภัยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน ควบคู่กับเพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัย โดยงบประมาณแบ่งเป็น 3 กิจกรรมเร่งด่วน ประกอบด้วย ก่อสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย 1,669 แห่ง วงเงิน 361,021,218 บาท ก่อสร้างหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน 143 แห่ง วงเงิน 22,880,000 บาท และปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจแบบดิจิทัลให้ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา วงเงิน 49,618,050 บาท
รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า หัวใจของโครงการคือการเพิ่ม “พื้นที่ปลอดภัย” ให้ประชาชน หากเกิดเหตุปะทะหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมทำให้ข้อมูลและคำเตือนจากภาครัฐส่งถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และทั่วถึง เพราะในภาวะวิกฤต ความรวดเร็วในการสื่อสารมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
โครงการนี้ยังสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายปกครอง สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อย คุ้มครองประชาชน รวมถึงดูแลบ้านเรือนและทรัพย์สิน หากจำเป็นต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สำนักงานงบประมาณได้พิจารณากรอบวงเงินรวม 493,819,268 บาท ครอบคลุม 4 กิจกรรม โดยมีแผนจัดหา อาวุธปืนลูกซอง 1,675 กระบอก วงเงิน 60.3 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านรวมอยู่ด้วย
อย่างไรก็ตาม การจัดหาอาวุธดังกล่าวยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาและขออนุญาตตามกฎหมาย กระทรวงมหาดไทยจึงเสนอเดินหน้าเฉพาะ 3 กิจกรรมที่มีความพร้อมและจำเป็นเร่งด่วนก่อน ส่งผลให้วงเงินที่ ครม.อนุมัติครั้งนี้เหลือ 433.52 ล้านบาท
นางสาวลลิดากล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้พื้นที่ชายแดนมีความพร้อมครบทั้งสถานที่หลบภัย ระบบรับรู้ข่าวสาร การแจ้งเตือน และการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยงานกับประชาชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรับมือสถานการณ์ด้านความมั่นคง ตลอดจนปัญหาชายแดนรูปแบบอื่น ทั้งการลักลอบเข้าเมือง ขนสินค้าหนีภาษี ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ
รัฐบาลยืนยันว่า ความปลอดภัยของประชาชนชายแดนเป็นเรื่องเร่งด่วน งบประมาณครั้งนี้จึงมุ่งไปยังสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งพื้นที่หลบภัยและระบบสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับคำเตือนและความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นตามแนวชายแดน
