
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมรับทราบข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี หลังสถานการณ์ความตึงเครียดและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานทั่วโลก
นายกรัฐมนตรีจึงสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ เริ่มดำเนินมาตรการ Work From Home (WFH) ทันทีในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อลดการใช้พลังงานและลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก
นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งให้ งดการเดินทางไปศึกษาดูงานหรืออบรมในต่างประเทศ โดยให้ปรับรูปแบบเป็นการดำเนินกิจกรรมภายในประเทศแทน เพื่อลดการใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในช่วงสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน

ขณะที่ น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.ได้รับทราบแนวทาง มาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ เพื่อเตรียมรับมือความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมถึงค่าครองชีพของประชาชน
ทั้งนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นทั้งแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง รัฐบาลจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
กระทรวงพลังงานได้จัดตั้ง ศูนย์ Energy ICS เพื่อเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์ด้านพลังงานอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการรองรับหากเกิดผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานของประเทศ
สำหรับสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปัจจุบันมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยประมาณ 124 ล้านลิตรต่อวัน หรือราว 3.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง
ด้านปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศ ขณะนี้มีน้ำมันสำรองรวมประมาณ 8,054 ล้านลิตร ทั้งในส่วนสำรองตามกฎหมายและสำรองทางการค้า ซึ่งยังสามารถรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจรุนแรงขึ้น กระทรวงพลังงานได้เสนอ มาตรการประหยัดพลังงานในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้เป็นต้นแบบแก่ภาคส่วนอื่นของสังคม โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่
- ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศอยู่ที่ 26-27 องศาเซลเซียส และรณรงค์สวมเสื้อแขนสั้น งดสูทผูกไท ยกเว้นงานพิธีการ
- ปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นในอาคารสำนักงาน
- ใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน
- ลดการใช้ลิฟต์ ส่งเสริมการใช้บันไดในระยะใกล้
- ลดการใช้กระดาษ และส่งเสริมระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์
- ส่งเสริมการประชุมออนไลน์และการทำงานแบบ Work From Home
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม การใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool รวมถึงการวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้น้ำมัน
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อออนไลน์ทั่วประเทศ ร่วมรณรงค์การประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วน
หากสถานการณ์รุนแรงจนกระทบต่อการจัดหาพลังงาน อาจมีการเสนอ มาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่น การจำกัดการใช้ไฟฟ้าป้ายโฆษณา ป้ายร้านค้า และสถานที่ธุรกิจต่าง ๆ หลังเวลา 22.00 น. รวมถึงกำหนดเวลาเปิด–ปิดสถานีบริการน้ำมันไม่เกินเวลาเดียวกัน โดยยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงสายหลัก
ทั้งนี้ หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ ร้อยละ 5 จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 330,000 ลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน ขณะเดียวกัน หากลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้กว่า 31 ล้านหน่วยต่อเดือน
รัฐบาลย้ำว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ และเป็นต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับสังคมไทย ในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
