
กมธ.ที่ดินฯ จี้ 3 หน่วยงาน ทส. สางปมแนวเขตป่าทับซ้อน หลังโครงการ One Map ลากยาวกว่า 11 ปี ใช้งบกว่า 100 ล้านบาท แต่ปัญหายังไม่จบ
นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร นำคณะกรรมาธิการฯ ประชุมร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ หรือ “One Map” มาตราส่วน 1:4000 หลังโครงการที่เดิมตั้งเป้าให้เสร็จภายใน 2 ปี กลับยืดเยื้อมากว่า 11 ปี ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท แต่ปัญหาแนวเขตที่ดินรัฐยังไม่สามารถหาข้อยุติได้
โดยเฉพาะพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งยังมีปัญหาความไม่สอดคล้องของแนวเขตตามประกาศปี 2524 และปี 2543 รวมถึงแนวเขตการปกครองระหว่างจังหวัดปราจีนบุรีกับนครราชสีมา ส่งผลให้การหาข้อยุติระหว่างหน่วยงานเป็นไปอย่างยากลำบาก และกระทบโดยตรงต่อประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่
คณะกรรมาธิการฯ จึงเสนอให้ 3 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เร่งตกลงแนวเขตที่ทับซ้อนกันภายในกระทรวงให้ได้ข้อยุติก่อน เพื่อสร้างน้ำหนักในการเจรจากับหน่วยงานต่างกระทรวงในขั้นต่อไป
พร้อมเสนอให้ทุกหน่วยงานใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลแผนที่มาตรฐานเดียวกัน โดยนำภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังปี 2495 และแผนที่ทหารชุด L708 มาซ้อนทับ เพื่อพิสูจน์ลำดับเวลาก่อน-หลังว่า ประชาชนมีการตั้งถิ่นฐานหรือทำกินอยู่ก่อนการประกาศเขตป่าหรือไม่ ขณะที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ รับไปดำเนินการพิสูจน์สิทธิประชาชนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน จำนวนประมาณ 5,200 ราย ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน
นางสาวกุลวลี กล่าวว่า หลักฐานเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใด เพราะภาพถ่ายทางอากาศในอดีตสะท้อนข้อเท็จจริงของพื้นที่ในช่วงเวลานั้น หากทุกหน่วยงานยอมใช้ข้อมูลชุดเดียวกันเป็นมาตรฐาน ก็จะช่วยยุติข้อถกเถียงที่ลากยาวมากว่า 10 ปีได้ และสามารถแยกให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ที่อยู่อาศัยและทำกินมาก่อน และใครเข้ามาภายหลัง
“ภาพถ่ายปี 2495 ไม่รู้จักการเมือง ไม่รู้จักนายทุน มันบอกเพียงว่าวันนั้นตรงนั้นมีอะไรอยู่ ถ้าทุกกรมใช้ข้อมูลชุดเดียวกันเป็นตัวตัดสิน เรื่องที่เถียงกันมาเป็นสิบปีก็จบได้ ชาวบ้านที่อยู่มาก่อนจริงจะได้รับความเป็นธรรม ส่วนคนที่เข้ามาทีหลังก็จะแยกออกได้ชัดเจน”
ประธานคณะกรรมาธิการฯ ยังย้ำให้หน่วยงานเร่งจัดทำผลการพิสูจน์หลักฐานทางแผนที่ให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานในกระบวนการยุติธรรมได้ทันเวลา โดยต้องไม่เป็นการก้าวล่วงอำนาจการพิจารณาคดีของศาล
อย่างไรก็ตาม การสำรวจตามมติคณะรัฐมนตรีในขณะนี้ยังดำเนินการได้เฉพาะพื้นที่กลุ่มที่ 4 ขณะที่พื้นที่กลุ่มอื่นยังไม่สามารถเข้าสำรวจได้ เนื่องจากประชาชนบางส่วนยังไม่ยินยอม จึงขอให้หน่วยงานเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนควบคู่ไปกับการดำเนินงาน
นางสาวกุลวลี กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ เตรียมประสานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อแก้ปัญหา “เขตป่าไม้ถาวร” ที่อาจทับซ้อนกับพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินของประชาชน และกลายเป็นอุปสรรคต่อการเดินสำรวจเพื่อออกเอกสารสิทธิ
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ จะเดินหน้าผลักดัน 3 แนวทางสำคัญ คือ เร่งรัดการตกลงแนวเขตให้ชัดเจน เร่งคืนความเป็นธรรมให้ประชาชนที่พิสูจน์ได้ว่าอยู่อาศัยมาก่อน โดยเฉพาะผู้ที่ถูกดำเนินคดี และวางกลไกป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนฉวยโอกาสสวมสิทธิประชาชน ควบคู่กับการรักษาผืนป่าและสถานะมรดกโลกของพื้นที่ โดยจะจัดทำข้อสังเกตเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
