คุม ‘อดีตหลวงพ่อโชติ’ ถึงกองปราบฯกลางดึก ตอบสั้น ‘มันเป็นธรรมดาครับ’ เจอทรัพย์กองมหึมา

คุมตัว “อดีตหลวงพ่อโชติ” ถึงกองปราบฯ กลางดึก หลังถูกจับคดีเบียดบังเงินวัดกว่า 92 ล้านบาท เจ้าตัวตอบสื่อเพียงสั้นๆ “มันเป็นธรรมดาครับ” ขณะตำรวจใช้เวลานับเงิน-ตรวจยึดทรัพย์ในกุฏินานหลายชั่วโมง

จากกรณีตำรวจสอบสวนกลางเข้าจับกุม อดีตพระวชิรญาณ (อติโชติ ธมฺมวโร) หรืออดีตหลวงพ่อโชติ อายุ 66 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นที่รู้จักในวงการวัตถุมงคลจากการจัดสร้าง “เหรียญเหนือดวง” หรือ “เหรียญยกฐานะ” พร้อมจับกุม น.ส.ปุณยวีร์ หรือ “สีกาเอ๋” อายุ 47 ปี หญิงคนสนิท ตามหมายจับในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเบียดบังทรัพย์ของวัดและฟอกเงิน

ตำรวจระบุพฤติการณ์ตามข้อกล่าวหาว่า มีการนำเงินของวัดไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว ก่อนส่งต่อให้หญิงคนสนิทเพื่อแปลงสภาพทรัพย์สิน คิดเป็นความเสียหายกว่า 92 ล้านบาท ขณะที่การสืบสวนยังพบหลักฐานอื่นประกอบคดี รวมถึงภาพจากกล้องวงจรปิดที่ถูกนำมาเปิดเผยก่อนหน้านี้

ต่อมาเวลา 23.11 น. วันที่ 10 ก.ย. 2569 เจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามได้ควบคุมตัวอดีตหลวงพ่อโชติมาถึงกองบังคับการปราบปราม เพื่อสอบปากคำและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

ทันทีที่ลงจากรถ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า มีสิ่งใดอยากกล่าวขอโทษหรือชี้แจงต่อประชาชน รวมถึงมีความเครียดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ เจ้าตัวมีสีหน้าเรียบเฉย ก่อนตอบเพียงสั้นๆ ว่า “มันเป็นธรรมดาครับ” จากนั้นเจ้าหน้าที่รีบนำตัวขึ้นอาคารสอบสวนทันที

สาเหตุที่การนำตัวมาถึงกองปราบปรามล่าช้าจนถึงช่วงดึก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการตรวจสอบและนับทรัพย์สินจำนวนมากที่พบภายในกุฏิ โดยมีทั้ง เงินสดและทองคำแท่งจำนวนมาก เบื้องต้นมีรายงานว่าทรัพย์สินที่ตรวจพบอาจมีมูลค่ารวม มากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบตัวเลขและที่มาอย่างละเอียด

ปริมาณทรัพย์สินที่พบมีจำนวนมากจนต้องใช้ยานพาหนะถึง 4 คัน ในการขนย้าย ประกอบด้วย รถยนต์อเนกประสงค์ รถเก๋ง รถกระบะ และรถตู้ อย่างละ 1 คัน

มีรายงานอีกว่า เฉพาะขั้นตอนการตรวจนับเงินสด เจ้าหน้าที่ต้องนำ เครื่องนับธนบัตรถึง 4 เครื่อง มาใช้ แต่เนื่องจากต้องทำงานต่อเนื่องกับเงินจำนวนมาก ทำให้เครื่องเกิดขัดข้องระหว่างปฏิบัติงานถึง 2 เครื่อง

สำหรับอดีตหลวงพ่อโชติและหญิงคนสนิท ถูกดำเนินคดีตามหมายจับในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต รวมถึงข้อหาสมคบและร่วมกันฟอกเงิน โดยหลังจากนี้ตำรวจจะเร่งสอบปากคำ ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และขยายผลทรัพย์สินที่ตรวจพบ เพื่อพิสูจน์ที่มาและความเชื่อมโยงกับคดีต่อไป