นายกฯเปิดงานเฉลิมพระเกียรติพระบรมราชินี 4 รอบ ยกย่องพระราชกรณียกิจคู่แผ่นดินไทย

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 บรรยากาศภายในศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เต็มไปด้วยความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “บรมขัตติยราชนารี คู่บารมีศรีแผ่นดิน” เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในวันที่ 3 มิถุนายน 2569 โดยมี นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา คณะรัฐมนตรี ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ทันทีที่เดินทางถึงสถานที่จัดงาน นายกรัฐมนตรีได้รับฟังการบรรยายสรุปถึงที่มาและวัตถุประสงค์ของการจัดนิทรรศการ ก่อนขึ้นเวทีถวายราชสักการะพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และกล่าวถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พสกนิกรชาวไทยต่างปลื้มปีติเป็นล้นพ้นในโอกาสมหามงคลแห่งการเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ผู้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยพระราชหฤทัยอันแน่วแน่ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วทุกภูมิภาค

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายในการสืบสานและต่อยอดงานพัฒนาประเทศ ทั้งด้านคุณภาพชีวิต อาชีพ ความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของไทยให้คงอยู่เป็นมรดกแห่งแผ่นดิน สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อประเทศชาติและประชาชน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีถวายราชสักการะ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมชมการแสดงรำถวายพระพรอันงดงาม ก่อนประกอบพิธีตัดริบบิ้นเปิดนิทรรศการอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเสียงปรบมือและบรรยากาศแห่งความปลื้มปีติ จากนั้นได้เยี่ยมชมการเดินแฟชั่นโชว์ชุดไทยพระราชทานจำนวน 8 ชุด ตลอดจนการจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและการสาธิตศิลปวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนถึงพระปรีชาสามารถและพระราชกรณียกิจในหลากหลายมิติ

สำหรับนิทรรศการ “บรมขัตติยราชนารี คู่บารมีศรีแผ่นดิน” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-7 มิถุนายน 2569 ณ บริเวณ Fashion Hall ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อเผยแพร่พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล และร่วมแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี ความสามัคคี และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ