
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมและสัมมนาวิชาการสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2569 ท่ามกลางผู้บริหารท้องถิ่นจากทั่วประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง
บนเวทีใหญ่ ผู้นำรัฐบาลส่งสารชัดถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศว่า “เทศบาล” คือกลไกสำคัญที่สุดที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน เป็นด่านหน้าในการยกระดับคุณภาพชีวิตฐานราก ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคม และวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว

นายกรัฐมนตรีประกาศจุดยืนรัฐบาล พร้อมสนับสนุนการเสริมความเข้มแข็งให้เทศบาลทั้งด้านอำนาจบริหารและงบประมาณ เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว แก้ปัญหาได้ตรงจุด และตอบสนองสถานการณ์ในพื้นที่ได้ทันท่วงที ชี้ชัดว่า หากท้องถิ่นมีความคล่องตัว การสร้างงาน สร้างอาชีพ การท่องเที่ยวชุมชน และเศรษฐกิจฐานรากจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกอย่างจริงจังคือ “ภัยพิบัติ” ที่ทวีความถี่และความรุนแรงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผู้นำรัฐบาลย้ำว่าเทศบาลต้องเปลี่ยนบทบาทจากการตั้งรับ เป็นการวางระบบเชิงรุก มีแผนเผชิญเหตุรัดกุม ระบบแจ้งเตือนมีประสิทธิภาพ ฝึกซ้อมสม่ำเสมอ พร้อมระบบเยียวยาที่เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ให้ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ขณะเดียวกัน ภารกิจบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานยังเป็นหัวใจที่ละเลยไม่ได้ ทั้งความสะอาด สาธารณูปโภค และการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะสังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งทุกพื้นที่ต้องเร่งวางมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน
“ท่านไม่ได้เป็นเพียงผู้บริหารท้องถิ่น แต่กำลังบริหารคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน” นายกรัฐมนตรีกล่าว พร้อมย้ำหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ความรอบคอบในการใช้อำนาจและงบประมาณ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

ช่วงท้ายของการกล่าวเปิดงาน นายกรัฐมนตรีฝากข้อความถึงผู้บริหารเทศบาลทั่วประเทศว่า ทุกฝ่ายคือเพื่อนร่วมงานที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ “ความกินดีอยู่ดีของประชาชน” พร้อมยืนยันรัฐบาลจะสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ท้องถิ่นอย่างเต็มที่
เวทีสัมมนาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการประชุมเชิงวิชาการ หากแต่เป็นสัญญาณชัดถึงทิศทางการขับเคลื่อนท้องถิ่นไทยในยุคความท้าทายรอบด้าน เมื่อท้องถิ่นเข้มแข็ง ประเทศก็ย่อมเข้มแข็งตามไปด้วย


