
กมธ.ศาสนาฯ สภาผู้แทนราษฎรชูศักยภาพเมืองต้นเจ้าพระยา ผสานประวัติศาสตร์จีน ศิลปะ อาหาร และวิถีชุมชน ต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่ห้องไหมทอง ภัตตาคารเล่งหงษ์ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นางสาวภัทราวดี นิโรจน์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ นายชานนท์ ไทยเศรษฐ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ และ นางสาวเบญญา มุ่งเจริญพร โฆษกคณะกรรมาธิการ พร้อมคณะที่ปรึกษาและอนุกรรมาธิการ เข้าร่วมสัมมนา “การส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น” เพื่อหารือแนวทางนำทุนทางวัฒนธรรมของนครสวรรค์มาต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

เวทีสัมมนาสะท้อนว่า นครสวรรค์มีต้นทุนทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่โดดเด่น โดยเฉพาะประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งสืบทอดต่อเนื่องมายาวนานถึง 111 ปี กลายเป็นอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัด ควบคู่กับวัฒนธรรมอาหารและวัตถุดิบของชุมชนชาวจีนที่เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานในสยามตั้งแต่อดีต

นครสวรรค์ยังมีประวัติศาสตร์สำคัญจากการเสด็จประพาสต้นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นความทรงจำและความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ ขณะที่ภูมิศาสตร์ของจังหวัดถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะเป็นบริเวณที่แม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน ไหลมาบรรจบกัน ก่อนรวมเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อให้เกิดชุมชน การค้า และวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำมาอย่างยาวนาน

ในอดีต นครสวรรค์ยังเป็นจุดพักสำคัญของการคมนาคม โดยขบวนรถไฟต้องแวะเติมฟืนและน้ำก่อนเดินทางต่อ ส่งผลให้เมืองเติบโตขึ้นในฐานะศูนย์กลางการค้าและเศรษฐกิจของภาคเหนือตอนล่าง ก่อนพัฒนาต่อยอดสู่การท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในปัจจุบัน
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรให้ “ของดีที่มีอยู่เดิม” ไม่ถูกทิ้งไว้เป็นเพียงความทรงจำ แต่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ชุมชน และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งในความสำเร็จที่สะท้อนศักยภาพของนครสวรรค์ คือ การพัฒนาการแสดงในประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพจนสามารถส่งเข้าประกวดในระดับนานาชาติและคว้ารางวัลต่อเนื่องถึง 2 ปี ขณะเดียวกัน “ถนนสุชาดา” ซึ่งมีความยาวประมาณ 450 เมตร ได้กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้ศิลปะ วัฒนธรรม และผู้ประกอบการกว่า 200 ร้านค้าเข้ามารวมตัวกัน เชื่อมคนรุ่นเดิมกับคนรุ่นใหม่ และสะท้อนความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมของนครสวรรค์ได้อย่างมีชีวิตชีวา



คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่า การขับเคลื่อนวัฒนธรรมในยุคใหม่จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาผสมผสาน พร้อมเชื่อมโยงภาคการศึกษา เพื่อพัฒนา “ทุนมนุษย์” ควบคู่กับ “ทุนวัฒนธรรม” ให้คนรุ่นใหม่สามารถเรียนรู้ เข้าใจ และนำรากเหง้าของท้องถิ่นมาต่อยอดได้จริง

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ มองว่าแนวทางของนครสวรรค์สามารถพัฒนาเป็น “นครสวรรค์โมเดล” และขยายผลไปยังจังหวัดอื่นได้ เพราะการพัฒนาเมืองไม่ควรถูกจำกัดด้วยคำว่า “เมืองรอง” แต่ต้องทำให้เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวตั้งใจเดินทางมาเพื่อเรียนรู้ สัมผัสวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และมนต์เสน่ห์ของทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นอีกพลังสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจและรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

