
รมช.มหาดไทย ชูธงกระจายอำนาจ ย้ำคนกรุงเทพฯ ไม่มีทางรู้ปัญหาหน้าบ้านดีเท่าคนในพื้นที่ พร้อมเปิดแนวคิด “ภาษีบ้านเกิด” ให้ประชาชนมีสิทธิเลือกนำเงินภาษีไปหนุนท้องถิ่นที่ต้องการ ขณะเดียวกันเดินหน้าดัน AI ช่วยตอบข้อกฎหมาย และ “แอปกลาง” ยกระดับบริการ อปท. ให้ประชาชนเข้าถึงผ่านมือถือเครื่องเดียว
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมบรรจงบุรี ถนนเลี่ยงเมือง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “กฎหมายรัฐธรรมนูญกับการกระจายอำนาจ” ท่ามกลางผู้บริหารและบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีและ 14 จังหวัดภาคใต้ เข้าร่วมกว่า 1,000 คน

ภายในงานมี นายวิทศักดิ์ จำเริญนุสิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายณฐาภพ สมคิด รองผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายคำรณ อินทรโท ประธานชมรมนายกองค์การบริหารส่วนตำบลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตลอดจนผู้บริหารและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเข้าร่วมอย่างคึกคัก
นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญมีความชัดเจนในเรื่องการกระจายอำนาจ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการและดูแลประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง เพราะปัญหาใกล้ตัวประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเสาไฟหน้าบ้านเสีย หรือถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ คนที่รับรู้และต้องเข้าไปแก้ไขเป็นอันดับแรกคือสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น และข้าราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คนส่วนกลางที่กรุงเทพฯ ไม่รู้เท่ากับคนในพื้นที่ นี่คือเจตนารมณ์ที่จะต้องกระจายอำนาจ

นายวรศิษฎ์ ระบุอีกว่า วันนี้ความคาดหวังของประชาชนเปลี่ยนไป ไม่ได้ต้องการเพียงบริการภาครัฐที่รวดเร็ว แต่ยังต้องการระบบบริหารที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก กระทรวงมหาดไทยจึงให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนนโยบายโดย “ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง” พร้อมผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก้าวสู่การเป็นองค์กรสมรรถนะสูง มีธรรมาภิบาล และสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิผล ภายใต้ความถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบราชการ
รมช.มหาดไทย ย้ำว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือเป็นกลไกสำคัญของรัฐในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศจากฐานราก เพราะเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด และเป็น “ด่านหน้า” ของการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ซึ่งต้องทำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ท้องถิ่นก็จำเป็นต้องปรับตัวให้ทันทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี รวมถึงความคาดหวังของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่นายวรศิษฎ์กล่าวถึง คือแนวคิดผลักดันร่างกฎหมาย หรือ “ร่าง พ.ร.บ.ภาษีบ้านเกิด” ซึ่งเปิดแนวทางให้ประชาชนที่จ่ายภาษีประจำปีสามารถเลือกได้ว่า ต้องการให้เงินส่วนหนึ่งไปสนับสนุนท้องถิ่นใด เพื่อให้ประชาชนมีส่วนกำหนดทิศทางการนำเงินภาษีไปใช้พัฒนาท้องถิ่นในแบบที่ต้องการ
แนวคิดดังกล่าวยังเปรียบเสมือนการสร้าง “KPI” ให้กับผู้บริหารท้องถิ่น เพราะแต่ละพื้นที่จะต้องสร้างผลงานให้ประชาชนเห็นและเกิดความเชื่อมั่น จนนำไปสู่ความไว้วางใจในการเลือกสนับสนุนท้องถิ่นนั้น

พร้อมกันนี้ นายวรศิษฎ์ เปิดเผยถึงการวางระบบเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
- จัดทำระบบ “สารานุกรมผู้ช่วยทางกฎหมาย” เพื่อสนับสนุนการทำงานของท้องถิ่น
- พัฒนาระบบ AI ให้สามารถเรียนรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิธีปฏิบัติราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทำหน้าที่เสมือน Search Engine สำหรับค้นหาแนวทางปฏิบัติและข้อกฎหมาย เพื่อช่วยผู้บริหารท้องถิ่นตัดสินใจและทำงานได้อย่างถูกต้อง
- พัฒนา “ระบบกลางของท้องถิ่นและการให้บริการท้องถิ่น” หรือแอปพลิเคชันกลาง เชื่อมโยง อปท. กับประชาชน เพื่อให้สามารถขอรับบริการต่าง ๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียว

สำหรับการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “กฎหมายรัฐธรรมนูญกับการกระจายอำนาจ” จัดโดยมหาวิทยาลัยบูรพา ร่วมกับสมาคมนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย และชมรมนายกองค์การบริหารส่วนตำบลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรตามแนวคิด “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” รวมถึงเสริมสร้างกลไกการทำงานระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลให้มีเอกภาพมากขึ้น
เป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มขีดความสามารถในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ทั้งการบริหารงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการจัดบริการสาธารณะ เพื่อผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลายเป็น “กลไกเชิงรุก” ที่อยู่ใกล้ประชาชนมากที่สุด สามารถเข้าไปแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว ตรงจุด ภายใต้หลักนิติธรรมและการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
