
“ตั้ม บ้าพลัง” นำเครือข่ายผู้พิการกว่า 500 คน ปักหลักทำเนียบฯ ทวงคืนโควตาสลาก เปิดโปงนายทุน–กลุ่มอิทธิพลสวมสิทธิ พร้อมเรียกร้องรัฐเปิดตำแหน่งงานตามกฎหมาย
เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ตั้ม บ้าพลัง” นำเครือข่ายผู้พิการและตัวแทนทหารผ่านศึกจากทั่วประเทศกว่า 500 คน เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อรัฐบาล เพื่อขอให้เร่งแก้ปัญหาการจัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลและการจ้างงานผู้พิการ โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นผู้แทนรับหนังสือ

บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก นายษิทราสวมเสื้อแจ็กเกตสีขาวปักข้อความ “ตั้ม บ้าพลัง” และใช้ผ้าขาวม้าคาดเอว ก่อนร่วมรับประทานข้าวกล่องกับกลุ่มผู้พิการ จากนั้นเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดสีขาวสกรีนคำว่า “หมายแตก” พร้อมแจกเสื้อให้สื่อมวลชนและผู้ร่วมชุมนุม
นายษิทรากล่าวว่า ปัญหาใหญ่ประการแรกคือโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จัดสรรผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด รวมประมาณ 19 ล้านใบ แต่ตกถึงมือผู้พิการจริงเพียงกว่า 1 ล้านใบเท่านั้น เนื่องจากมีบุคคลร่างกายสมบูรณ์และกลุ่มผลประโยชน์เข้ามาสวมสิทธิ ทำให้ผู้พิการซึ่งพึ่งพาการขายสลากเป็นอาชีพสำคัญไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง
แม้ที่ผ่านมาเคยมีการปราบปรามเครือข่าย “5 เสือกองสลาก” แต่โควตากลับเปลี่ยนไปอยู่ในมือกลุ่มอื่น และยังไม่ถึงผู้พิการ รัฐบาลจึงต้องจัดสรรโควตาใหม่ให้โปร่งใสและตรวจสอบได้
อีกประเด็นคือการจ้างงานผู้พิการ ตามกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานรัฐและเอกชนรับผู้พิการเข้าทำงานในสัดส่วนลูกจ้าง 100 คนต่อผู้พิการ 1 คน โดยหน่วยงานรัฐควรมีผู้พิการทำงานประมาณ 18,000 คน แต่ปัจจุบันมีเพียงประมาณ 5,000 คน ทั้งที่มีผู้พิการขึ้นทะเบียนทั่วประเทศกว่า 2.3 ล้านคน
นายษิทราเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดโอกาสแก่ผู้พิการในตำแหน่งที่เหมาะสม เช่น ล่ามภาษามือและงานสนับสนุนด้านต่าง ๆ เพราะการสร้างอาชีพให้ผู้พิการเท่ากับช่วยลดภาระของทั้งครอบครัวและสังคม
“คนพิการไม่ได้ต้องการแบมือขอเงินฟรีจากรัฐ แต่ต้องการโอกาสทำงาน พึ่งพาตัวเอง และดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี” นายษิทรากล่าว

นายษิทรา ยืนยันว่า การรวมตัวครั้งนี้จะไม่จบเพียงยื่นหนังสือแล้วแยกย้ายกลับ เนื่องจากผู้พิการจำนวนมากเดินทางมาไกล จึงต้องการเห็นคำตอบและแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและจัดระเบียบโควตาสลากอย่างจริงจัง
ด้านตัวแทนทหารผ่านศึกเรียกร้องให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจัดสรรโควตาแก่ทหารผ่านศึกพิการอย่างทั่วถึง เนื่องจากหลายคนได้รับบาดเจ็บหรือทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่จนไม่สามารถประกอบอาชีพทั่วไปได้ พร้อมขอให้รัฐบาลดูแลทหารผ่านศึกชั้นที่ 2–4 ซึ่งยังเดือดร้อนเรื่องเงินดำรงชีพ
นายสมชาย ปัญญ์เอกวงศ์ ประธานฝ่ายกฎหมายและสิทธิมนุษยชน สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เงินผดุงเกียรติทหารผ่านศึกเดือนละกว่า 2,000 บาท ไม่เพียงพอกับค่าครองชีพในปัจจุบัน ขณะที่ปัญหาสลากขายเกินราคา 80 บาท มีต้นตอจากโครงสร้างการกระจายโควตา
ปัจจุบันมีทั้งสลากดิจิทัลประมาณ 36 ล้านฉบับ และสลากแบบใบอีกราว 70 ล้านฉบับ แต่สลากในท้องตลาดยังขายถึงใบละ 100 บาท ทั้งที่มีต้นทุนจากสำนักงานสลากฯ เพียงฉบับละ 70.40 บาท เนื่องจากกลุ่มทุนและผู้มีอิทธิพลบางส่วนใช้ชื่อคนตาบอดหรือผู้พิการบังหน้า ก่อนกว้านซื้อโควตาจากสมาคมและนิติบุคคลกว่า 800 แห่ง แล้วขายส่งต่อในราคาเล่มละ 8,300–8,400 บาท ทำให้ผู้ค้าปลีกรายย่อยต้องนำไปจำหน่ายใบละ 100 บาท
เครือข่ายผู้พิการจึงยื่นข้อเสนอ 3 ประการ ได้แก่ จัดระเบียบและตรวจสอบผู้ถือโควตาสลากทั้งหมดใหม่ กวาดล้างนายทุนและกลุ่มอิทธิพลที่สวมสิทธิผู้พิการ และคืนสิทธิการจำหน่ายสลากให้ผู้พิการ คนตาบอด และทหารผ่านศึกที่ต้องการประกอบอาชีพจริง

นายวราวุธกล่าวภายหลังรับหนังสือว่า จะประสานสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลตรวจสอบหน่วยงานที่ได้รับโควตาสลาก แต่กลับไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจ้างงานผู้พิการ พร้อมยืนยันว่าจะติดตามและรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ
นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อเพิ่มสิทธิและความคุ้มครอง รวมถึงขยายการใช้เงินกองทุนให้เข้าถึงผู้พิการมากขึ้น โดยรัฐบาลจะประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศเพื่อจัดทำและเชื่อมโยงข้อมูล ยืนยันว่าจะไม่นิ่งนอนใจและเร่งขับเคลื่อนการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม
