
เมื่อวันที่ 2 เมษายน สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงปะทุอย่างต่อเนื่อง เริ่มส่งแรงกระเพื่อมมาถึงประเทศไทย โดยเฉพาะด้านราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานน้ำมันเชื้อเพลิง
กระทรวงมหาดไทยจึงเร่งเดินเกมเชิงรุก ส่ง นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.มท.) นำคณะลงพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตรวจเข้มสถานีบริการน้ำมันในอำเภอเมือง และอำเภอปาย ซึ่งถือเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะขาดแคลนและการเก็งกำไร

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดและหน่วยงานด้านพลังงาน–พาณิชย์ร่วมบูรณาการอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลของประชาชนที่เริ่มจับตาราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด
นายภาสกร ระบุว่า ผลกระทบจากสถานการณ์โลกครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะได้เริ่มกดดันกลไกราคาพลังงานในระดับประเทศแล้ว กระทรวงมหาดไทยจึงตั้งศูนย์เฉพาะกิจขึ้น เพื่อติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน และสั่งการทุกจังหวัดดำเนินมาตรการเชิงรุกทันที

โดยย้ำว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งที่มีการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทั่วประเทศ ให้ทำหน้าที่เป็น “พนักงานเจ้าหน้าที่” ตรวจสอบและกำกับผู้ค้าน้ำมันอย่างเข้มงวด
จากการตรวจสอบในพื้นที่ พบว่าสถานีบริการน้ำมันยังคงเปิดให้บริการตามปกติ มีประชาชนเข้ามาเติมน้ำมันอย่างต่อเนื่อง ยังไม่พบสัญญาณขาดแคลน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ประมาท ได้สั่งการให้ติดตามปริมาณสำรองน้ำมันของแต่ละปั๊มอย่างใกล้ชิด

พร้อมกันนี้ ยังได้กำชับให้ทุกสถานีต้องจำหน่ายน้ำมันตามราคาที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด ห้ามกักตุน หรือฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยเด็ดขาด “หากพบการฝ่าฝืน จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที ไม่มีข้อยกเว้น” นายภาสกร กล่าวย้ำ
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเปิดช่องให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ หากพบพฤติกรรมเอาเปรียบ สามารถแจ้งร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ หรือสายด่วน 1567 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สถานการณ์พลังงานโลกที่ยังผันผวน ทำให้ทุกสายตายังคงจับจ้องว่า “ราคาน้ำมันในไทย” จะเดินไปทิศทางใด และมาตรการรัฐจะสามารถพยุงไม่ให้วิกฤตลุกลามซ้ำเติมประชาชนได้มากน้อยเพียงใด



