มหาดไทยสั่งทุกจังหวัดรับมือพายุฤดูร้อนถล่มไทย 16–20 เม.ย.ฝนฟ้าคะนอง-ลูกเห็บ-ฟ้าผ่า

สถานการณ์อากาศของประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงน่าจับตา เมื่อมีสัญญาณพายุฤดูร้อนกำลังจะถล่มหลายพื้นที่ในช่วงวันที่ 16–20 เมษายนนี้ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุและปัญหาฝุ่นละอองที่ยังไม่คลี่คลาย

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า รายงานพยากรณ์อากาศล่าสุดระบุชัด ประเทศไทยตอนบนจะเผชิญพายุฤดูร้อน โดยมีทั้งฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และความเสี่ยงฟ้าผ่าในบางพื้นที่

พายุจะเริ่มก่อตัวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนขยายวงกว้างไปยังภาคตะวันออก ภาคกลางด้านตะวันออก และภาคเหนือ ตามลำดับ จากอิทธิพลของมวลอากาศเย็นจากจีนที่แผ่ลงมาปะทะกับอากาศร้อนในไทย ทำให้สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง

ปลัดกระทรวงมหาดไทยย้ำว่า ได้สั่งการด่วนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เสี่ยง ให้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมแจ้งเตือนประชาชนต่อเนื่อง และเตรียมความพร้อมรับมือทุกด้าน เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

โดยเฉพาะการตรวจสอบความแข็งแรงของอาคาร ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า รวมถึงต้นไม้ขนาดใหญ่ หากพบจุดเสี่ยงต้องเร่งแก้ไขทันที พร้อมจัดเตรียมเครื่องจักรกล บุคลากร และชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต (ERT) ให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน ได้กำชับหน่วยงานด้านเกษตรในพื้นที่ เร่งแจ้งเตือนเกษตรกรให้เตรียมรับมือ ป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตและสัตว์เลี้ยง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม นอกจากพายุแล้ว หลายพื้นที่ยังต้องเผชิญ “วิกฤตซ้อน” จากไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน ที่ค่าฝุ่นยังเกินมาตรฐานต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนยังคงเดินหน้ามาตรการเข้ม ทั้งการปิดป่า ห้ามเผา จับกุมผู้กระทำผิด รวมถึงใช้อากาศยานดับไฟและทำฝนหลวง เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์ ขณะเดียวกันประชาชนถูกขอความร่วมมือสวมหน้ากากอนามัยและดูแลสุขภาพอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ ยังอยู่ในช่วง “7 วันอันตราย” ของเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นวันหยุดยาวช่วงสุดท้าย ทำให้ประชาชนจำนวนมากเริ่มทยอยเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ

กระทรวงมหาดไทยจึงได้บูรณาการทุกหน่วยงาน ตั้งจุดบริการประชาชนและด่านชุมชนตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมจัดชุดเคลื่อนที่เร็วรองรับเหตุฉุกเฉิน ควบคู่การรณรงค์ “ดื่มไม่ขับ พักผ่อนให้เพียงพอ และเคารพกฎหมายจราจร” อย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ ยืนยันว่า ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงยังเพียงพอทุกเส้นทาง และประชาชนสามารถแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วนนิรภัย 1784 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่พร้อมปฏิบัติการทันที

สถานการณ์จากนี้จึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะทั้งพายุ ฝุ่นพิษ และการเดินทางหนาแน่น อาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระทบความปลอดภัยของประชาชนในหลายมิติพร้อมกัน