มหาดไทยสั่ง 21 จังหวัดชายแดนตั้งศูนย์สั่งการเต็มกำลังลุยแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์-ยาเสพติด

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ภายหลังการประชุมศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน (ศบค.ชด.) เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ณ กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งมี พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน ที่ประชุมได้มีมติสำคัญให้จังหวัดชายแดนทั่วประเทศใช้กลไก “ศูนย์สั่งการชายแดนจังหวัด (ศส.ชด.จังหวัด)” เป็นศูนย์บัญชาการหลักในการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคง เพื่อเร่งสกัดและลดภัยคุกคามที่กำลังส่งผลกระทบต่อประเทศ โดยเฉพาะอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การค้ามนุษย์ และยาเสพติด ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่กำชับให้ทุกหน่วยงานเดินหน้าป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของประชาชนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนไทย-เมียนมา ไทย-สปป.ลาว และไทย-มาเลเซีย รวม 21 จังหวัด ได้แก่ พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ เชียงใหม่ ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง ยะลา สงขลา นราธิวาส สตูล และปัตตานี ให้เร่งจัดทำแผนปฏิบัติการด้านความมั่นคงชายแดนประจำปี โดยต้องสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่และแผนระดับชาติด้านความมั่นคง พร้อมใช้กลไกศูนย์สั่งการชายแดนจังหวัดเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการสถานการณ์ เพื่อยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และสร้างความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังได้กำชับให้ทุกจังหวัดนำผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด มาปรับใช้ในการขับเคลื่อนภารกิจความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการดำเนินงาน 3 มิติสำคัญ ได้แก่

ด้านการป้องกัน บูรณาการการทำงานในรูปแบบ “ทีมจังหวัด” ดึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน ร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง ป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบ พร้อมสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว

ด้านการปราบปราม บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เด็ดขาด และต่อเนื่อง เพื่อสกัดการกระทำผิดทุกประเภทที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ด้านการช่วยเหลือและเยียวยา ให้ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกลไกหลักในการรับเรื่องร้องเรียน แก้ไขปัญหา ดูแลผู้ได้รับผลกระทบ และติดตามผลอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการพัฒนาระบบการใช้และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายอรรษิษฐ์ กล่าวย้ำว่า กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผู้กระทำผิดทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชาหรือผู้ใต้บังคับบัญชา เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดในทุกรูปแบบ จะถูกดำเนินการทั้งทางวินัยและทางอาญาอย่างถึงที่สุด โดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ เพราะ “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย”

สำหรับ มาตรการดังกล่าวจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กลไกด้านความมั่นคงในระดับพื้นที่สามารถทำงานได้อย่างมีเอกภาพ เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคาม สร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และยกระดับความปลอดภัย ความมั่นคง และความผาสุกของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน