มหาดไทยเอาจริง! จับคู่ผู้ว่าฯ-ผบก. นายอำเภอ-ผกก. ลุยอาชญากรรม 13 ด้าน

รมช.มหาดไทย เปิดวอร์กช็อปความมั่นคง 14 จังหวัดภาคใต้ สั่งมหาดไทยผนึกตำรวจเดินเกมเชิงรุก 13 วาระสำคัญ ตั้งแต่ยาเสพติด นอมินี ผู้มีอิทธิพล โรงแรมผิดกฎหมาย ทุจริตทะเบียน ถึงไฟใต้

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ที่โรงแรมคริสตัส หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการและมอบนโยบายขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล ระดับพื้นที่ รุ่นที่ 3 ภาคใต้ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ และผู้กำกับการสถานีตำรวจ จาก 14 จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความมั่นคงเป็นวาระเร่งด่วน เนื่องจากภัยคุกคามในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว กระทบทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และความเชื่อมั่นของประชาชน

จากนี้การทำงานจะต้องเลิกแนวคิด “ต่างคนต่างทำ” หรือรอให้เกิดเหตุแล้วค่อยตามแก้ แต่ต้องเปลี่ยนเป็น ความมั่นคงเชิงรุก ใช้ข้อมูลข่าวสารร่วมกัน วิเคราะห์สถานการณ์ ประเมินความเสี่ยง และระดมกำลังทุกหน่วยในพื้นที่ เพื่อป้องกันและสกัดปัญหาก่อนลุกลาม

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดกรอบการทำงานภายใต้หลัก “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” พร้อมวาง 13 วาระสำคัญ ตั้งแต่การบุกรุกที่ดินสาธารณะ อาชญากรรมไซเบอร์ ธุรกิจนอมินี ฟอกเงิน ผู้มีอิทธิพล หนี้นอกระบบ ความปลอดภัยนักท่องเที่ยว การเชื่อมโยงข้อมูลความมั่นคง ยาเสพติด อาวุธปืน สถานบริการและโรงแรม ทุจริตทางทะเบียน ไปจนถึงความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับ ปัญหายาเสพติด นายวรศิษฎ์ ระบุว่า แม้การจับกุมและป้องกันจะมีผลเป็นรูปธรรม แต่โจทย์ใหญ่คือผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการรุนแรงและมีปัญหาจิตเวช ซึ่งสร้างความหวาดวิตกให้ชุมชน ขณะนี้เริ่มโครงการนำร่องที่ จ.สตูล เพื่อคัดกรองกลุ่มเสี่ยง พร้อมเตรียมสร้างต้นแบบบำบัดระยะยาว ฝึกอาชีพ และประสานกระทรวงอุตสาหกรรมหางานในพื้นที่ใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผ่านการบำบัดกลับคืนสู่สังคมโดยไม่วนกลับสู่วงจรเดิม

ส่วนปัญหา โรงแรมและสถานบริการ ยอมรับว่ากฎหมายหลายส่วนล้าหลัง ไม่สอดคล้องกับสภาพธุรกิจปัจจุบัน โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต พังงา และกระบี่ ทำให้สถานประกอบการจำนวนมากยังไม่สามารถขอใบอนุญาตได้อย่างถูกต้อง ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งแก้ไขกฎหมาย โดยคาดว่าหากปรับหลักเกณฑ์แล้วเสร็จ จะช่วยให้สถานประกอบการราว 60-70% เข้าสู่ระบบอย่างถูกกฎหมาย ส่วนรายใดจงใจหลีกเลี่ยง จะถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

นายวรศิษฎ์ ยังเน้นหนักเรื่อง การทุจริตทางทะเบียนราษฎร ซึ่งกำลังกลายเป็นช่องทางสำคัญของขบวนการสวมสิทธิ์ ทั้งการใช้บุคคลที่ถือบัตรขึ้นต้นด้วยเลข 0, 6, 7 กลุ่มรหัส G หรือการแจ้งบิดามารดาอันเป็นเท็จ เพื่อแสวงหาประโยชน์และเข้าถึงสิทธิของรัฐ พร้อมกำชับกรมการปกครองและหน่วยงานในสังกัดให้เร่งตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะยิ่งปล่อยให้การสวมสิทธิ์เพิ่มขึ้น ยิ่งกระทบสิทธิและโอกาสของประชาชนชาวไทยโดยตรง

ขณะที่สถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่สุดของฝ่ายความมั่นคง แม้มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน แต่เชื่อว่าหากกระทรวงมหาดไทย ตำรวจ และหน่วยงานความมั่นคงทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมสถานการณ์และดูแลประชาชนได้มากขึ้น

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า แนวทางต่อจากนี้จะเน้นการ “จับคู่ทำงาน” อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ กระทรวงมหาดไทยกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด และนายอำเภอกับผู้กำกับการสถานีตำรวจ เพื่อให้การสั่งการและแลกเปลี่ยนข้อมูลถึงกันอย่างรวดเร็ว

ที่ผ่านมาเริ่มเห็นผลจากการบูรณาการหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงมหาดไทย ตำรวจ ป.ป.ช. ป.ป.ท. กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงาน ปปง. ในการปราบปรามขบวนการสวมสิทธิ์ทะเบียนราษฎร และจะขยายรูปแบบความร่วมมือนี้ไปยังปัญหาความมั่นคงด้านอื่นอย่างเข้มข้น

“หากทุกหน่วยงานผนึกกำลัง ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน และเดินไปในทิศทางเดียวกัน การแก้ปัญหาประเทศจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการดูแลประชาชนให้ปลอดภัย พร้อมบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด” นายวรศิษฎ์ กล่าว