
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความภาคภูมิใจ เมื่อ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะศิษย์เก่าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่นที่ 116 (OSK 116) เดินทางกลับมาเยือนสถาบันอันเป็นรากฐานสำคัญของชีวิต ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้บริหาร ครู นักเรียน และศิษย์เก่าจำนวนมาก

ทันทีที่เดินทางมาถึง ศ.ดร.ยศชนัน ได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงเรียน ก่อนเดินผ่าน “ตึกยาว” อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความทรงจำของชาวสวนกุหลาบฯ เพื่อไปพบปะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้องเรียนหุ่นยนต์ รุ่น 150 ระหว่างทางมีทั้งนักเรียนและศิษย์เก่าเข้ามาขอถ่ายภาพเซลฟี่ พูดคุย และนำหนังสือรวมถึงสมุดเรียนมาให้ลงลายมือชื่ออย่างเป็นกันเอง สะท้อนสายใยความผูกพันระหว่างศิษย์เก่ากับสถาบันที่ยังคงแน่นแฟ้นไม่เปลี่ยนแปลง
ในการพูดคุยกับนักเรียนรุ่นน้อง ศ.ดร.ยศชนัน ได้ถ่ายทอดมุมมองต่อโลกการศึกษาในยุคใหม่ โดยระบุว่า วิชาโรโบติกส์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของโลก แต่การจะเข้าใจศาสตร์เหล่านี้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ ไม่ใช่อาศัยเพียงการท่องจำ

“ถ้าเมื่อไรเรายังต้องท่องจำมาก แปลว่าเราอาจยังเข้าใจเรื่องนั้นไม่ลึกพอ การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการได้ลงมือทำจริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
พร้อมกันนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของวิชาพื้นฐาน ซึ่งแม้อาจดูเป็นเรื่องน่าเบื่อในสายตาเยาวชน แต่ล้วนเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้สามารถต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ ๆ ได้ในอนาคต โดยยกตัวอย่างว่า ความสำเร็จของโลกยุคใหม่ไม่ได้เกิดจากคนเก่งเพียงคนเดียว แต่เกิดจากการบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา เหมือนการสร้างรถยนต์หนึ่งคันที่ต้องอาศัยทั้งวิศวกร นักออกแบบ นักการตลาด และผู้เชี่ยวชาญอีกจำนวนมาก

“ถ้าจะเก่งด้านไหน ต้องรู้ให้จริง ต้องแหลมคมเหมือนหนามกุหลาบอยู่ตลอดเวลา” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มองว่ามีคุณค่ามากที่สุดจากการเป็นนักเรียนสวนกุหลาบฯ ไม่ใช่เพียงความรู้ในห้องเรียน แต่คือ “มิตรภาพ” ที่จะกลายเป็นเครือข่ายชีวิตอันทรงคุณค่าในอนาคต
ศ.ดร.ยศชนัน ยังฝากข้อคิดสำคัญถึงเยาวชนว่า หากต้องการได้รับสิ่งใดในชีวิต ต้องเรียนรู้ที่จะเป็น “ผู้ให้” ก่อนเสมอ พร้อมส่งต่อกำลังใจไปยังนักเรียนทุกคนว่า แม้จะไม่ได้เกิดมาพร้อมต้นทุนทางสังคมหรือฐานะทางครอบครัว แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครสามารถพรากไปจากเราได้ คือ “ความรู้”

“ถ้าวันนี้เราไม่มีต้นทุนที่บ้าน ไม่มีต้นทุนทางสังคม สิ่งที่จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิตคือความรู้ ขอให้น้อง ๆ เป็นความหวังของพี่ ๆ และพี่จะตั้งใจทำงานเพื่อให้น้องสามารถอยู่ในประเทศนี้ได้อย่างมีความสุขและภาคภูมิใจ”
คำกล่าวดังกล่าวได้รับเสียงปรบมือจากนักเรียนทั้งห้อง ก่อนที่ตัวแทนนักเรียนจะมอบของที่ระลึกจากผลงานในห้องปฏิบัติการ เพื่อแสดงความขอบคุณและความประทับใจ

ภายหลังการเยี่ยมชมห้องกุหลาบเพชร ซึ่งเป็นแหล่งความรู้สำคัญของโรงเรียน ศ.ดร.ยศชนัน ได้เดินทางไปยังหอประชุมอาคาร 123 ปี สวนกุหลาบวิทยาลัย เพื่อพบปะผู้บริหาร ครู และองค์กรหลักของโรงเรียน โดยมี นายภูมิสิษฐ์ สุคนธวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวต้อนรับ ก่อนที่ผู้แทนองค์กรต่าง ๆ จะร่วมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี และร่วมกิจกรรม “บูมสวนกุหลาบ” ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและเปี่ยมด้วยความรักความผูกพัน
ช่วงหนึ่งของการกล่าวขอบคุณ ศ.ดร.ยศชนัน ได้ย้อนเล่าถึงวันแรกที่ก้าวเข้าสู่รั้วสวนกุหลาบฯ พร้อมยอมรับว่า โรงเรียนแห่งนี้มีอิทธิพลต่อชีวิตของตนอย่างมหาศาล โดยเฉพาะ “ห้องกุหลาบเพชร” ที่เคยเป็นความฝันในวัยเด็ก และเป็นจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้ตนออกไปแสวงหาความรู้เพิ่มเติมถึงหอสมุดแห่งชาติ

พร้อมกันนี้ ยังเปิดใจถึงนิสัยส่วนตัวที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ ซึ่งครั้งหนึ่งคนในครอบครัวเคยตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงดื้อดึงและมุ่งมั่นนัก ก่อนจะค้นพบในภายหลังว่านี่คือ “DNA ของชาวสวนกุหลาบฯ” ที่ถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่วัยเยาว์
รองนายกรัฐมนตรียังเผยว่า ตลอดเส้นทางการทำงานและการเมือง หลายครั้งต้องเผชิญกับปัญหาและแรงกดดันอย่างหนัก แต่สิ่งที่ทำให้ก้าวผ่านทุกอุปสรรคมาได้คือพลังจากเครือข่ายศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ
“หลายครั้งผมหมดแรง ไม่รู้จะเดินต่ออย่างไร แต่เพื่อนก็จะโทรมาชวนเจอ ชวนคุย ชวนกินข้าว เขาอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังทุกข์ใจอยู่ แต่นั่นคือมิตรภาพที่อยู่กับเราตลอดชีวิต”

ศ.ดร.ยศชนัน ยังอธิบายถึงความหมายของคำว่า “สุภาพบุรุษสวนกุหลาบ” ซึ่งตนยึดถือเป็นหลักสำคัญในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะในสนามการเมืองที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน เราจะเดินไปข้างหน้าได้โดยไม่จำเป็นต้องเหยียบใครให้ล้มลง อาจเหนื่อยกว่า อาจต้องวิ่งมากกว่า แต่ตนเชื่อว่านั่นคือวิธีที่ถูกต้อง
ในช่วงท้าย รองนายกรัฐมนตรีได้สะท้อนวิสัยทัศน์ด้านการศึกษา โดยต้องการผลักดันให้ห้องเรียนไทยเปลี่ยนจากพื้นที่สี่เหลี่ยมแห่งการท่องจำ สู่พื้นที่แห่งการลงมือปฏิบัติและสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเองอย่างแท้จริง

พร้อมทิ้งท้ายด้วยคำมั่นว่าจะทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้คุ้มค่ากับภาษีของประชาชน และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โดยเชื่อมั่นว่าความสำเร็จของคนคนหนึ่ง ไม่ได้เกิดจากความสามารถของตนเองเพียงลำพัง แต่เกิดจากโอกาส ความช่วยเหลือ และแรงสนับสนุนจากผู้คนรอบตัวเสมอ



