รัฐลุยล้างบางเว็บผิดกฎหมายปิดแล้วกว่า 4.3 แสนลิงก์ พนันออนไลน์ครองแชมป์

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงดีอีได้เร่งดำเนินการปิดกั้นเพจ โซเชียลมีเดีย และเว็บไซต์ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมจากอาชญากรรมออนไลน์

ทั้งนี้ จากข้อมูลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงดีอีสามารถปิดกั้น URLs ผิดกฎหมายได้แล้วรวม 437,473 รายการ โดยเฉพาะในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพียงเดือนเดียว สามารถดำเนินการปิดกั้นได้สูงถึง 132,842 รายการ

เมื่อจำแนกตามประเภทเว็บไซต์ พบว่า เว็บไซต์พนันออนไลน์ เป็นกลุ่มที่ถูกปิดกั้นมากที่สุดถึง 362,482 รายการ สะท้อนถึงการแพร่ระบาดของเครือข่ายพนันออนไลน์ในโลกดิจิทัลอย่างหนัก

รองลงมา ได้แก่

  • บุหรี่ไฟฟ้า 41,850 รายการ
  • โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 13,734 รายการ
  • ซื้อ–ขายกัญชา 4,841 รายการ
  • อาวุธปืน 3,797 รายการ
  • ค้าประเวณี 2,148 รายการ

นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์ในกลุ่มอื่น ๆ เช่น ข้อมูลบิดเบือน การหลอกลวงประชาชน การหมิ่นสถาบัน Hate Speech และสื่อลามกอนาจาร รวมอีก 8,621 รายการ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวได้อาศัย เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากโครงการตรวจจับและวิเคราะห์การกระทำความผิดบนเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อช่วยตรวจสอบ วิเคราะห์ และคัดกรองข้อมูล ก่อนส่งเข้าสู่ระบบ WebD สำหรับเร่งรัดขั้นตอนการระงับเว็บไซต์ผิดกฎหมาย

ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอียังพัฒนาระบบ “Suspend” สำหรับส่งคำสั่งศาลไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมระบบ “URL Checker” เพื่อติดตามและตรวจสอบว่าการปิดกั้นเว็บไซต์ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

มาตรการดังกล่าวทำให้สามารถดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์และแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับ พนันออนไลน์ได้กว่า 362,000 รายการ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเว็บไซต์พนันออนไลน์ ซึ่งถือเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาสังคม การหลอกลวง และการสูญเสียทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก

“รัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและระบบตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมาย และปกป้องประชาชนจากภัยออนไลน์ที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว