
งานวิจัยไม่จบแค่บนหิ้ง! วุฒิสภา–ม.เกริก เตรียมเชื่อมฐานข้อมูลและองค์ความรู้ ลุยตั้งแต่ AI การค้าไทย-จีน ตะวันออกกลาง ไปจนถึงกฎหมายพืชกระท่อมและการคุ้มครองเยาวชน
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยเกริก คณะอนุกรรมการเสริมสร้าง ขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนา ในคณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา นำโดย นายชิบ จิตนิยม ประธานคณะอนุกรรมการฯ พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์แล ดิลกวิทยรัตน์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ ดร.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา คณะอนุกรรมการฯ ตลอดจนผู้บริหารและบุคลากรสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เดินทางเยือนมหาวิทยาลัยเกริก ตามคำเชิญของมหาวิทยาลัย เพื่อหารือถึงแนวทางสนับสนุนงานวิชาการ งานวิจัย และนวัตกรรม ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์กับงานของฝ่ายนิติบัญญัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

การหารือครั้งนี้ได้รับการต้อนรับจาก รองศาสตราจารย์ ดร.พรพรรณ จันทโรนานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก พร้อมคณะผู้บริหาร โดยอธิการบดีได้นำเสนอภาพรวมภารกิจ ผลงานทางวิชาการและงานวิจัยของมหาวิทยาลัย รวมถึงทิศทางการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ตลอดจนงานวิจัยและพัฒนา หรือ R&D ของสถาบัน
มหาวิทยาลัยเกริกยังเสนอประเด็นสำคัญที่มีศักยภาพนำองค์ความรู้ไปสนับสนุนภารกิจของวุฒิสภา ครอบคลุม 5 ประเด็น โดยเฉพาะความสัมพันธ์และการสร้างดุลการค้าระหว่างไทย-จีน การพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Commerce ระหว่างสองประเทศ ความสัมพันธ์ของไทยกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกา ตลอดจนประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับ “พืชกระท่อม” โดยให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากผลกระทบที่เกี่ยวข้อง

นายชิบ เปิดเผยภายหลังการหารือว่า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริกได้เสนอแนวทาง “PRS” เพื่อสนับสนุนงานด้านวิชาการ วิจัย และนวัตกรรมใน 3 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย การผลักดันให้งานวิจัยถูกนำไปใช้ในกระบวนการนิติบัญญัติ การเชื่อมโยงและเปิดช่องทางเข้าถึงฐานข้อมูลวิจัยระหว่างหน่วยงาน และการจัดกิจกรรมทางวิชาการเพื่อเผยแพร่และต่อยอดองค์ความรู้
ที่น่าสนใจคือ มหาวิทยาลัยเกริก ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีประวัติยาวนานถึง 74 ปี กลายเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกที่แสดงความสนใจเข้าร่วม “เครือข่ายความร่วมมือว่าด้วยการนำผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการนิติบัญญัติ” ของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา หลังปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาและองค์กรด้านการวิจัยและพัฒนาเข้าร่วมเครือข่ายแล้วกว่า 50 สถาบันและองค์กร

นายชิบระบุว่า จุดแข็งสำคัญของมหาวิทยาลัยเกริกคือการศึกษาและงานวิจัยเกี่ยวกับประเทศจีน โดยมีนักศึกษาชาวจีนเข้ามาศึกษาอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย ขณะเดียวกันยังเปิดการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับความสนใจจากนักศึกษากว่า 800 คน
“เกริกมีจุดแข็งด้านการศึกษาและงานวิจัยเกี่ยวกับประเทศจีน มีนักศึกษาจีนเข้าศึกษาจำนวนไม่น้อย และยังมีคณะที่เปิดสอนด้านภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีนักศึกษากว่า 800 คนให้ความสนใจศึกษา” นายชิบกล่าว

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเกริกยังมีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในระดับสากลมากกว่า 1,000 ชิ้น พร้อมได้รับการจัดอันดับทั้ง QS Asia Ranking และ QS World Ranking ในระดับที่น่าพอใจ และมีแนวโน้มขยับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายชิบกล่าวว่า จากการหารือครั้งนี้ ทั้งวุฒิสภาและมหาวิทยาลัยเกริกเห็นพ้องที่จะเดินหน้าเชื่อมโยงองค์ความรู้และผลงานวิจัยระหว่างกัน พร้อมเปิดทางกำหนด “โจทย์วิจัยร่วม” ในอนาคต เพื่อให้ผลงานทางวิชาการไม่หยุดอยู่เพียงบนหิ้ง แต่สามารถนำมาใช้ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศและสนับสนุนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติได้จริง

สำหรับประเด็นที่อยู่ในความสนใจร่วมกัน มีตั้งแต่แนวทางสร้างสมดุลทางการค้าระหว่างไทยกับจีน การแสวงหาโอกาสและสร้างความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง งานวิจัยเกี่ยวกับบทบาทและประสิทธิภาพของฝ่ายนิติบัญญัติ รวมถึงการจัดกิจกรรมทางวิชาการและสัมมนาในประเด็นสำคัญต่าง ๆ
ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นอีกก้าวของการเชื่อม “โลกวิชาการ” เข้ากับ “โลกนิติบัญญัติ” เพื่อผลักดันให้งานวิจัยและองค์ความรู้ถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณานโยบายและกฎหมาย และสร้างประโยชน์ต่อประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
