
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐต่ออิหร่าน ทำให้รัฐบาลไทยต้องขยับแผนรับมืออย่างเร่งด่วน เมื่อวันที่ 2 มีนาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ประเมินสถานการณ์รอบด้าน ท่ามกลางสัญญาณว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อเกินกว่าประเด็นสกัดภัยนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียว
ที่ประชุมมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วมครบถ้วน สะท้อนความกังวลต่อผลกระทบที่อาจลุกลามทั้งต่อชีวิตคนไทยและเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศ

ด้าน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า ไทยแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี พร้อมยืนยันความพร้อมในการอพยพคนไทยทันทีเมื่อมีความประสงค์
อิหร่าน มีคนไทยพำนักอยู่ราว 200 คน สถานทูตติดต่อใกล้ชิด และเตรียมแผนเคลื่อนย้ายทางรถยนต์ไปยังชายแดนตุรกี หากสถานการณ์จำเป็น เบื้องต้นมีผู้ประสานขอกลับแล้ว 20 คน
อิสราเอล มีคนไทยประมาณ 5,000 คน ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับผลกระทบหรือแสดงความจำนงเดินทางกลับ
ส่วนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะ อาบูดาบี–ดูไบ มีผู้แสดงความประสงค์เดินทางกลับกว่า 1,000 คน ซึ่งยังมีสายการบินพาณิชย์ให้บริการตามปกติ
บาห์เรน มีคนไทยราว 6,900 คน ขณะที่ กาตาร์ และ คูเวต สถานทูตทุกแห่งได้รับคำสั่งให้สำรวจความต้องการเดินทางกลับอย่างใกล้ชิด

รัฐมนตรีต่างประเทศย้ำว่า กระทรวงพร้อมประสานงานกับครอบครัวผู้ที่กังวล และจัดการอพยพอย่างเป็นระบบหากสถานการณ์ทวีความรุนแรง
ขณะเดียวกัน นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. เปิดเผยว่า ได้เพิ่มการติดตามความเคลื่อนไหวภายในประเทศ ทั้งจุดเสี่ยง กลุ่มบุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง การเข้า–ออกประเทศ รวมถึงกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อป้องกันผลกระทบด้านความมั่นคง
ช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายกรัฐมนตรีเตรียมเป็นประธานประชุมประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยเชิญหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ หอการค้าไทย ธนาคารพาณิชย์ และผู้ประกอบการส่งออก–นำเข้า หารือมาตรการรองรับแรงกระแทกจากความไม่แน่นอนของภูมิภาค
ท่ามกลางหมอกควันสงครามที่ยังไร้คำตอบชัดเจน รัฐบาลไทยยืนยันจุดยืนสันติภาพ พร้อมเดินหน้าปกป้อง “ทุกชีวิตคนไทย” ให้ปลอดภัยที่สุด และเตรียมพากลับบ้านทันทีเมื่อถึงเวลา
