‘สีหศักดิ์’ เตือนไทยอย่าเลือกข้างเร่งสร้างแกร่งในประเทศ ฝ่าพายุภูมิรัฐศาสตร์

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) และสถาบันยุทธศาสตร์ความมั่นคงและสันติภาพสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดสัมมนาวิชาการหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในบริบทภูมิรัฐศาสตร์โลก” พร้อมรับฟังรายงานวิชาการของนักศึกษาปริญญาเอกหลักสูตรผู้นำ รุ่นที่ 10 โดยมี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “พลวัตภูมิรัฐศาสตร์โลกและอาเซียน : ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อประเทศไทย”

ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ กล่าวเปิดงานว่า โลกศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ การแข่งขันของมหาอำนาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการทหาร แต่ลุกลามไปสู่เศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ ขณะเดียวกันยังเผชิญปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า “Polycrisis” หรือ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ”

“สิ่งที่เกิดขึ้นในอีกซีกโลกหนึ่ง สามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนไทยได้อย่างรวดเร็ว สงครามไม่ได้อยู่แค่ในสนามรบ แต่สะเทือนถึงราคาพลังงาน ต้นทุนสินค้า เงินเฟ้อ และค่าครองชีพของประชาชน ภูมิรัฐศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องบนโต๊ะอาหารของทุกครอบครัว” ดร.อาทิตย์ กล่าว

พร้อมระบุว่า ความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ต้องมีความหมายกว้างกว่ามิติทางทหาร แต่ต้องครอบคลุมถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พลังงาน อาหาร เทคโนโลยี ไซเบอร์ และเหนือสิ่งอื่นใดคือ “ความมั่นคงของประชาชน”

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวตอนหนึ่งของการปาฐกถาว่า เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง การทูตก็ต้องเปลี่ยนตาม โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ซึ่งท้ายที่สุด “เราก็ต้องอยู่ร่วมกันให้ได้” สิ่งสำคัญคือการหาจุดสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากับการกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาว ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการทูตด้านวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และนำองค์ความรู้จากต่างประเทศมาสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ ในเวลานี้ทั่วโลกต่างจับตาภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของมหาอำนาจทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา แต่สิ่งที่ประเทศไทยควรทำไม่ใช่การเลือกข้าง หากต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งจากภายในประเทศในทุกมิติ เพื่อเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและสร้างโอกาสใหม่บนเวทีโลก

“การทูตที่ดีในยุคปัจจุบัน คือการทูตที่ประชาชนเข้าใจว่ารัฐกำลังทำอะไร กำลังต่อรองเรื่องอะไร และประเทศจะได้รับประโยชน์อะไรจากสิ่งที่กำลังดำเนินการ” นายสีหศักดิ์ กล่าว

ในช่วงบ่ายของการสัมมนา มีการจัดเสวนาหัวข้อ “อนาคตประเทศไทยบนเส้นทางแลนด์บริดจ์ : โอกาส ความท้าทาย และทางเลือก” โดย ดร.จิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า โครงการ Land Bridge ไม่ใช่เพียงการเชื่อมการขนส่งระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน แต่เป็นประตูเศรษฐกิจฝั่งตะวันตกของประเทศไทยที่จะยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค

โครงการดังกล่าวใช้แนวคิด “One Port, Two Sites” เชื่อมท่าเรือสองฝั่งให้ทำงานเสมือนเป็นท่าเรือเดียว เพื่อลดต้นทุนและระยะเวลาการขนส่ง ดำเนินการในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ PPP โดยภาครัฐรับผิดชอบการเวนคืนที่ดิน ส่วนเอกชนร่วมลงทุนและบริหารโครงการระยะยาว ช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล

นอกจากนี้ Land Bridge ยังถูกวางให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC เพื่อดึงดูดการย้ายฐานการผลิตและต่อยอดอุตสาหกรรมสู่มูลค่าสูง โดยมุ่งส่งเสริม 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เกษตรมูลค่าสูง โลจิสติกส์ การค้า และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า Land Bridge ต้องไม่ใช่เพียงการเชื่อมอ่าวไทยกับอันดามัน แต่ต้องเป็นประตูเชื่อมพื้นที่ตอนในของภูมิภาคออกสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะการดึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านและจีน ซึ่งกำลังมองหาเส้นทางขนส่งสำรอง

“ประเทศไทยต้องเลิกคิดว่ากรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของทุกการลงทุน และหันมาให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงชายแดนและเครือข่ายระหว่างประเทศ เพราะหากแก้จุดคอขวดได้ การค้าระหว่างประเทศจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด” รศ.ดร.ปิติ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า Land Bridge ต้องถูกมองในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่เพียงโครงการคมนาคม เนื่องจากเกี่ยวพันกับการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ของจีน สหรัฐฯ อินเดีย และรัสเซีย และจะช่วยเพิ่มทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ให้กับไทยโดยไม่จำเป็นต้องขุดคลองไทย

พร้อมเสนอให้ไทยวางบทบาทประเทศในฐานะ “4C” ได้แก่ Crossroad, Connector, Conductor และ Container ควบคู่กับการผลักดันนโยบาย “Act West” เพื่อรักษาความเป็นกลาง เสริมความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ และก้าวขึ้นสู่การเป็น Middle Power ของภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม เวทีเสวนายังสะท้อนมุมมองที่แตกต่าง เมื่อ นายบรรจง นะแส อดีตนายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย และที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย ตั้งคำถามต่อโครงการ Land Bridge ว่าไม่ได้เผชิญเพียงข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นประเด็นเรื่อง “ความเป็นธรรม” ในการกระจายผลประโยชน์

“คำถามสำคัญคือ ประเทศกำลังลงทุนเพื่อขนส่งสินค้าของใคร ในขณะที่ทะเล อาหาร อากาศ และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นทุนสำคัญของคนไทย กำลังเสี่ยงถูกแลกกับเมกะโปรเจกต์ หากรัฐยังทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในโครงการขนาดใหญ่ ทั้งที่ถนน น้ำประปา และไฟฟ้าในหลายพื้นที่ยังไม่ทั่วถึง ก็ยากจะเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาเพื่อประชาชน” นายบรรจง กล่าว