
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นำแถลงผลการปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในห้วงระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 18 มกราคม 2569 ณ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ท่ามกลางการเข้าร่วมของผู้บริหารระดับสูงจากทุกภาคส่วนด้านความมั่นคง สะท้อนการผนึกกำลังของรัฐในการทำสงครามกับยาเสพติดอย่างเต็มรูปแบบ
การแถลงครั้งนี้มี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน รวมถึงผู้แทน ป.ป.ส. กอ.รมน. ทหาร ฝ่ายปกครอง และสื่อมวลชน เข้าร่วมรับฟังอย่างพร้อมเพรียง

นายอนุทิน กล่าวว่า ช่วงเดือนธันวาคม 2568 ต่อเนื่องถึงมกราคม 2569 ถือเป็นช่วงเวลาของ “ปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่” เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติบูรณาการกำลังร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายปกครอง ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ปิดล้อม–ทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญทั่วประเทศ สามารถจับกุมผู้กระทำผิดและยึดอายัดทรัพย์สินได้เป็นจำนวนมาก
“ความสำเร็จที่เกิดขึ้น คือหลักฐานเชิงประจักษ์ของความมุ่งมั่น ทุ่มเท และเสียสละของเจ้าหน้าที่ทุกนาย รัฐบาลขอยืนยันว่าจะยืนหยัดเคียงข้าง สนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งด้านนโยบาย งบประมาณ ทรัพยากร และการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ซื่อสัตย์ กล้าหาญ เพื่อให้การปราบปรามยาเสพติดเดินหน้าได้อย่างไร้แรงกดดัน” นายอนุทินกล่าวอย่างหนักแน่น

นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า รัฐบาลพร้อมขจัดทุกอุปสรรคในการตัดเส้นทางลำเลียงยาเสพติด ล่าสุดได้อนุมัติงบกลางจัดซื้อรถเอกซเรย์เคลื่อนที่สมรรถนะสูงให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการตรวจค้นยาเสพติดที่ถูกซุกซ่อนอย่างแนบเนียน โดยย้ำว่าการต่อสู้กับขบวนการค้ายาเสพติดต้องอาศัยทั้งความอดทน ความต่อเนื่อง และการเฝ้าระวังตั้งแต่เหนือสุดจรดใต้สุดของประเทศ
สำหรับผลการกวาดล้าง 14 เครือข่ายใหญ่ พบคดีสำคัญหลายคดี อาทิ การจับกุม “นายเฉียง หมิงเพิ่ง” ชาวไต้หวัน ผู้บงการขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติย่านอโศก ซึ่งดัดแปลงเฮโรอีนเป็นของเหลวคล้ายโลชั่นลำเลียงออกนอกประเทศ และมีหมายจับคดีร้ายแรงในต่างประเทศถึง 4 ข้อหา รวมถึงการทลายเครือข่าย “นักบินปราจีนบุรี” และกลุ่มผู้ค้ายาในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ ยึดยาบ้ากว่า 4.4 ล้านเม็ด และยาไอซ์ 62 กิโลกรัม

อีกคดีที่สะท้อนความเข้มข้นของการปราบปราม คือการจับกุมว่าที่สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จังหวัดมุกดาหาร พร้อมของกลางยาบ้า 282,000 เม็ด แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ละเว้นแม้ผู้มีอิทธิพลหรือผู้เกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่น
ขณะเดียวกัน การสกัดกั้นเส้นทางลำเลียงล็อตใหญ่สู่ภาคใต้ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดยาบ้ารวมกว่า 11.4 ล้านเม็ด และยาไอซ์กว่า 1,000 กิโลกรัม โดยมีคดีสำคัญคือการตรวจยึดยาบ้า 7.4 ล้านเม็ด และเฮโรอีน 112 กิโลกรัม ที่ซุกซ่อนในรถบรรทุกพื้นที่จังหวัดราชบุรี รวมถึงการจับกุมยาไอซ์ 796 กิโลกรัม ในจังหวัดนครพนมและสกลนคร และการตรวจยึดยาบ้ากว่า 600,000 เม็ด ที่อำพรางในกระป๋องอาหารส่งผ่านบริษัทขนส่งเอกชน

โดยสรุปผลการจับกุมคดียาเสพติดตลอดช่วงที่ผ่านมา มีคดีรวม 89,076 คดี ผู้ต้องหา 88,421 คน ตรวจยึดของกลางยาบ้า 330,148,613 เม็ด ยาไอซ์ 1,100,855 กิโลกรัม เฮโรอีน 269.20 กิโลกรัม คีตามีน 1,960.09 กิโลกรัม และยาอี 207,924 เม็ด พร้อมอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด มูลค่ารวมกว่า 3,396 ล้านบาท
นายอนุทิน ทิ้งท้ายว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลไม่เคยผ่อนปรนต่อภัยยาเสพติด พร้อมส่งกำลังใจถึงเจ้าหน้าที่ทุกนายที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อความปลอดภัยของสังคม และขอความร่วมมือจากประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเบาะแสสามารถแจ้งสายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันทำลายวงจรยาเสพติด คืนสังคมปลอดภัยให้ลูกหลานไทยอย่างยั่งยืน

