
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงผลการยึดและอายัดทรัพย์สินคดีสำคัญ พร้อมมอบเงินคืนแก่ผู้เสียหายตามคำสั่งศาลจำนวน 4 คดี รวมมูลค่ากว่า 25 ล้านบาท ท่ามกลางผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม ผู้บริหารสำนักงาน ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ก่อนเริ่มงาน นายกรัฐมนตรีได้นำผู้เข้าร่วมยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย และน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สร้างบรรยากาศแห่งความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดซาบซึ้ง

นายอนุทิน กล่าวว่า ภายหลังปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่และขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลให้ความสำคัญไม่เพียงการจับกุมผู้กระทำผิด แต่ยังมุ่งติดตามทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดกลับคืนสู่เจ้าของที่แท้จริง เพราะความทุกข์ที่หนักหน่วงที่สุดของเหยื่อคือความหวาดหวั่นว่าจะไม่ได้รับเงินคืนอีกเลย
“การคืนทรัพย์สินให้ผู้เสียหาย คือการคืนความยุติธรรมและความหวังให้ประชาชน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามยาเสพติด การฟอกเงิน และอาชญากรรมทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยอาศัยความร่วมมือระหว่าง ปปง. หน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการแกะรอยเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้กระทำผิด จนนำไปสู่การยึดและอายัดทรัพย์สินได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ นับตั้งแต่รัฐบาลเข้าบริหารประเทศ สามารถยึดและอายัดทรัพย์สินจากเครือข่ายอาชญากรรมและผู้กระทำผิดกฎหมายได้แล้วกว่า 40,000 ล้านบาท ถือเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงของขบวนการผิดกฎหมาย และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นฐานฟอกเงินหรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผู้กระทำผิดทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ร่วมกันสืบสวน ขยายผล และติดตามเส้นทางการเงินจนสามารถนำทรัพย์สินกลับคืนสู่ผู้เสียหายได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ความปลอดภัย ความมั่นคง และความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

สำหรับ การมอบเงินคืนผู้เสียหายในครั้งนี้ ครอบคลุม 4 คดีสำคัญ รวมวงเงินกว่า 25 ล้านบาท ประกอบด้วย คดียักยอกและฉ้อโกงทรัพย์สินของสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 7 ล้านบาท คดีฉ้อโกงประชาชน 440,012 บาท คดีฉ้อโกงอีกจำนวน 1.6 ล้านบาท และคดียักยอกทรัพย์ที่สร้างความเสียหายแก่ธนาคารกรุงไทยกว่า 16.56 ล้านบาท
ด้านผู้แทนสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เสียหาย กล่าวว่า การได้รับเงินคืนครั้งนี้ไม่เพียงช่วยบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันว่าการบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐสามารถติดตามทรัพย์สินและนำความเป็นธรรมกลับคืนสู่ผู้เสียหายได้จริง


ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีมอบเงิน นายกรัฐมนตรีได้เดินเยี่ยมชมทรัพย์สินที่สำนักงาน ปปง. ยึดและอายัดไว้ตามกฎหมาย พร้อมรับฟังรายงานผลการดำเนินงานด้านการติดตามทรัพย์สินจากคดีสำคัญต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการตัดวงจรอาชญากรรมทางการเงินและทวงคืนความยุติธรรมให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

