
เมื่อวันที่ 2 มีนาคม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สั่งการระดมชุดสืบสวนสอบสวน เปิดปฏิบัติการตรวจค้น 6 จุดในพื้นที่ภาคกลาง หลังรวบรวมพยานหลักฐานจนศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหา 2 ราย คือ นายเบน สมิธ อายุ 47 ปี และ น.ส.แคทรียา บีเวอร์ อายุ 40 ปี ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง และฟอกเงิน”
คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากคำร้องทุกข์ของนักลงทุนชาวต่างชาติ ที่อ้างว่าถูกหลอกลงทุนต่อเนื่องหลายโครงการ ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว และธุรกิจพลังงานไฟฟ้า รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท
สร้างภาพมืออาชีพ พาเจอคนดัง ปูทางสู่ความไว้วางใจ
จากแนวทางการสืบสวนพบว่า ตั้งแต่ปี 2559 ผู้เสียหายต้องการขยายการลงทุนในประเทศไทย และได้รู้จักกับนายเบน ซึ่งอ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญตลาดทุนไทย ช่วงแรกมีการชักชวนลงทุนในหุ้นบริษัทจดทะเบียนจริง สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง
ต่อมา ผู้ต้องหาอ้างโอกาสลงทุนในหุ้นและโครงการขนาดใหญ่ มีการทำสัญญากู้ยืม ออกเช็คค้ำประกันผลตอบแทน 7–11% เพื่อสร้างภาพ “การันตีกำไร” ยิ่งตอกย้ำความน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกัน น.ส.แคทรียา ถูกระบุว่าเข้ามามีบทบาทบริหารการลงทุนบางส่วน
เมื่อความเชื่อใจเพิ่มขึ้น วงเงินลงทุนก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งการชวนซื้อเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวมูลค่า 255 ล้านบาท โดยเรียกเงินมัดจำ 21 ล้านบาท รวมถึงโครงการพลังงานไฟฟ้าที่อ้างจะร่วมลงทุนกับหน่วยงานรัฐ ทำให้ผู้เสียหายโอนเงินอีกกว่า 100 ล้านบาท
จากคอนโด 7 ห้อง สู่จุดแตกหัก
เมื่อการลงทุนในหุ้นไม่เป็นไปตามที่กล่าวอ้าง คนในเครือข่ายเสนอทางออกใหม่ ให้ผู้เสียหายวางเงินมัดจำคอนโดมิเนียม 7 ห้อง พร้อมค่าตกแต่ง รวมกว่า 144 ล้านบาท อ้างว่าจะนำไปขายต่อคืนทุนพร้อมกำไร
แต่เวลาผ่านไปหลายปี ผู้เสียหายกลับไม่ได้รับการโอนกรรมสิทธิ์ และพบว่าห้องชุดทั้งหมดถูกโอนไปยังบุคคลอื่นแล้ว จึงมั่นใจว่าตกเป็นเหยื่อขบวนการหลอกลงทุน
บุกค้น 6 จุด ยึดคอมพ์–มือถือ–เอกสารสำคัญ
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ชุดสืบสวนเข้าตรวจค้นตามหมายค้น 6 จุด ตรวจยึดพยานหลักฐานรวม 13 รายการ อาทิ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน้ตบุ๊ก แม็คบุ๊ก แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ แฟลชไดรฟ์ และเอกสารทางการเงิน ตราประทับบริษัท ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงนิติบุคคลต่าง ๆ
นอกจากนี้ CIB ยังประสานงานกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อรายงานมูลฐานคดีฟอกเงินเพิ่มเติม โดยระบุว่าพฤติการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 และมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1,000 ล้านบาท
เตือนนักลงทุน อย่าเชื่อคำว่า “กำไรแน่นอน”
ตำรวจสอบสวนกลางระบุว่า คดีนี้สะท้อนรูปแบบกลโกงที่ซับซ้อน ผู้กระทำผิดมักอ้างความใกล้ชิดบุคคลระดับสูง ใช้บริษัทที่มีชื่อเสียงเป็นเครื่องมือสร้างภาพ พาไปดูโครงการทั้งในและต่างประเทศ ออกเอกสารรับรองผลตอบแทน หรือแม้แต่ลงทุนจริงช่วงแรกเพื่อสร้างความเชื่อใจ ก่อนชักชวนเพิ่มวงเงินอย่างต่อเนื่อง
เมื่อผู้เสียหายเริ่มสงสัย มักใช้วิธีบ่ายเบี่ยง เปลี่ยนเงื่อนไข หรือเสนอทรัพย์สินอื่นมาหักกลบหนี้ เพื่อยื้อเวลาและทำให้ติดตามเงินได้ยากขึ้น
ตำรวจจึงขอเตือนประชาชนและนักลงทุนทุกคนว่า “การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง” ไม่มีสิ่งใดการันตีกำไร 100% ควรตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการโดยตรง ไม่โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวในนามการลงทุน และหากพบพฤติการณ์ต้องสงสัย ควรรีบรวบรวมหลักฐานแจ้งเจ้าหน้าที่โดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจลุกลามและเพิ่มโอกาสในการติดตามทรัพย์สินกลับคืน
เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ตำรวจสอบสวนกลาง” โพสต์ข้อความระบุว่า “CIB ออกหมายจับ เบน สมิธ – ภรรยา พบหลักฐานชัด หลอกลงทุนข้ามชาติ ลุยค้นเป้าหมาย-บริษัท รวม 6 จุด ยึดของกลางขยายผลต่อ • ประสาน ปปง. ดำเนินการมูลฐานฟอกเงินเต็มที่”
ขณะที่มีรายงานว่า ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) รวบรวมพยานหลักฐานจนศาลอนุมัติหมายจับ นายเบน สมิธ อายุ 47 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1155/2569 ลง 26 ก.พ.69 และ น.ส.แคทรียา บีเวอร์ อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1156/2569 ลง 26 ก.พ.69 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบ และได้ร่วมกันฟอกเงิน”
จากการสืบสวนพฤติการณ์ของ นายเบน สมิธ กับพวก พบมีผู้เสียหายนักลงทุนชาวต่างชาติได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลงทุนข้ามชาติ และผู้เสียหายเข้าร้องทุ
