
บทเรียนเหตุสะเทือนขวัญโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ปลุกสังคมอย่ารอให้เกิดเหตุซ้ำ สสส.ชู 3 ด่านเฝ้าระวัง คัดกรองเด็กเสี่ยง เพิ่มนักจิตวิทยา-ซ้อมแผนวิกฤต-เร่งคุมภัยไซเบอร์
ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว จัดเวทีเสวนา “อย่ารอให้เกิดเหตุ: เห็นสัญญาณ เชื่อมการดูแล สร้างความปลอดภัย สังคมไทยไร้ความรุนแรง” ระดมข้อเสนอจากภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อวางระบบป้องกันความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชน ก่อนปัญหาบานปลายกลายเป็นโศกนาฏกรรม

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ปัญหาความรุนแรงในเด็กและเยาวชนถือเป็น “วิกฤตซ่อนเร้น” ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเหตุร้ายแรงในโรงเรียน แต่มีปัจจัยเสี่ยงซ่อนอยู่รอบตัวเด็ก การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถแยกส่วน ต้องเชื่อมโยงครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทำงานร่วมกัน
ปัจจุบัน สสส. มีเครือข่ายวิชาการและเครือข่ายระดับพื้นที่ครอบคลุม 200 ตำบล ใน 24 จังหวัด รวมทั้งนวัตกรรมและชุดองค์ความรู้ 146 ชิ้น ครอบคลุมสุขภาพจิต การป้องกันความรุนแรง การคัดกรองความเสี่ยง และการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ เพื่อใช้เป็นฐานในการยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กและครอบครัว ตลอดจนผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐ โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์สุขภาวะเด็กและเยาวชน สสส.

นพ.พงศ์เทพ กล่าวว่า สสส. และภาคีเครือข่ายเสนอให้เร่งสร้าง “ระบบนิเวศปลอดภัย 3 ด่าน” เริ่มจาก ด่านครอบครัว ให้พ่อแม่และผู้ปกครองมีทักษะสังเกตสัญญาณเสี่ยง สร้างพื้นที่ปลอดภัยในบ้าน และรู้วิธีรับมือเมื่อลูกถูกกลั่นแกล้ง
ด่านโรงเรียน ต้องจัดกิจกรรม Homeroom เพื่อสร้างความสัมพันธ์และคัดกรองเด็กที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเชิงรุก มีทีมครูและนักจิตวิทยาพร้อมเข้าช่วยเหลือ เปิดช่องทางแจ้งเหตุแบบไม่เปิดเผยตัวตน เมื่อเกิดความรุนแรงควรใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยแทนการลงโทษ พร้อมฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุวิกฤตอย่างจริงจัง
ส่วน ด่านชุมชน ต้องสร้างกลไกเฝ้าระวังร่วมกัน ภายใต้แนวคิด “เลี้ยงเด็กหนึ่งคนใช้คนทั้งหมู่บ้าน” พร้อมสนับสนุนพื้นที่สร้างสรรค์ ทั้งลานเล่น กีฬา ศิลปะ และดนตรี ให้เด็กใช้เวลาหลังเลิกเรียนและวันหยุดอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ยังเสนอ “3 มิติความปลอดภัย” ได้แก่ การป้องกันในสถานศึกษา โดยให้กระทรวงศึกษาธิการบรรจุการฝึกซ้อมเผชิญเหตุเป็นวิถีปฏิบัติ เพิ่มบุคลากรด้านจิตวิทยาและสร้างแกนนำนักเรียนช่วยดูแลเพื่อน ขณะที่ด้าน ภัยไซเบอร์ เสนอรัฐบาลผลักดันกฎหมายกำกับการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ ลดการซึมซับเนื้อหารุนแรง ประสานแพลตฟอร์มออนไลน์คัดกรองโพสต์ที่สื่อถึงความรุนแรง และสร้างช่องทางแจ้งเหตุด่วน หรือ Fast Track เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงสัญญาณเสี่ยงได้รวดเร็ว ส่วน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรได้รับการเสริมศักยภาพให้สามารถสร้างพื้นที่พัฒนาเด็กและเยาวชนที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
ด้าน นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ จิตแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ระบุว่า เหตุการณ์ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี สะท้อนภาพปัญหาความรุนแรงที่เปรียบเสมือน “ภูเขาน้ำแข็ง” เหตุรุนแรงที่ปรากฏอาจเป็นเพียงยอดภูเขาเหนือผิวน้ำ แต่ข้างใต้ยังซ่อนปัจจัยเสี่ยงอีกจำนวนมาก ทั้งปัญหาสุขภาพจิต การติดเกม บุหรี่ไฟฟ้า สารเสพติด และความสัมพันธ์ที่เปราะบางระหว่างเด็ก ครอบครัว และคนรอบข้าง

ดังนั้น หากไม่ต้องการเห็นโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นซ้ำ ต้องฟื้นระบบดูแลเด็กให้ทำงานเชิงรุก สามารถคัดกรองความเสี่ยงตั้งแต่ต้น และมีระบบส่งต่อเด็กไปยังผู้เชี่ยวชาญหรือบริการที่เหมาะสมทันทีเมื่อโรงเรียนไม่สามารถรับมือได้ ไม่ใช่รอจนปัญหารุนแรงแล้วจึงเข้าไปช่วยเหลือ

นายฉัตร คำแสง หัวหน้าศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) กล่าวว่า งานศึกษาการกราดยิงในโรงเรียนต่างประเทศของ Madfis และ Levin พบว่า ผู้ก่อเหตุมักเผชิญความเครียดสะสม ความโดดเดี่ยว และรู้สึกไม่ได้รับความช่วยเหลือจากสังคม ก่อนนำไปสู่โศกนาฏกรรม
สำหรับประเทศไทย ผลสำรวจเยาวชนปี 2568 ของ สสส. และคิด for คิดส์ พบสัญญาณน่าห่วง โดยคะแนนความเครียดเรื่องการศึกษาและการทำงานเพิ่มจากระดับ 3 ในปี 2566 เป็นระดับ 4 ในปี 2568 ขณะที่ความเครียดด้านความสัมพันธ์ในครอบครัวเพิ่มจากระดับ 2 เป็นระดับ 3 สะท้อนว่าการแก้ความรุนแรงต้องจัดการตั้งแต่ต้นเหตุ และทุกภาคส่วนต้องเชื่อมการทำงานเข้าหากันอย่างเป็นระบบ

ขณะที่ น.ส.ประสพสุข โบราณมูล ผู้ประสานงานเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก กล่าวว่า เครือข่ายฯ ร่วมกับ สสส. นำแนวคิด “เล่นอิสระ” มาใช้ฟื้นฟูสุขภาพกายและใจของเด็ก ควบคู่กับการดูแลแบบองค์รวม ภายใต้แนวคิด “เลี้ยงเด็ก 1 คน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน” โดยเคยนำไปใช้เยียวยาเด็กจากวิกฤตทั้งเหตุกราดยิงศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จ.หนองบัวลำภู และเหตุอุทกภัยในภาคใต้
สำหรับเหตุรุนแรงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจทั้งเด็กและผู้ปกครอง เครือข่ายเสนอให้โรงเรียนและครอบครัวเร่งเปิด “พื้นที่สร้างสรรค์” ให้เด็กได้เล่น ทำกิจกรรม และใช้เวลาร่วมกับครอบครัวและคนรอบข้าง เพื่อคลายความเครียด ฟื้นฟูสภาพจิตใจ และช่วยให้เด็กก้าวผ่านเหตุการณ์สะเทือนขวัญกลับมาใช้ชีวิตตามปกติโดยเร็ว ผู้สนใจแนวทางการจัดพื้นที่สร้างสรรค์สามารถศึกษาได้ที่ เครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก


