
“ฮารับปันบารู” ความหวังใหม่ดับไฟใต้! เปิดยุทธศาสตร์ 14 อำเภอ ดัน “นายอำเภอ CEO” คุมเกม ทหารยังไม่ถอน จับตาปี 2570 เดิมพันสันติสุขชายแดน
รัฐบาลเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์แก้ไฟใต้ครั้งสำคัญ นำร่อง 14 อำเภอใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชูแนวคิด “พลเรือนนำการพัฒนา” ยกระดับนายอำเภอเป็น CEO บูรณาการทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ควบคู่มาตรการซีลชายแดนไทย–มาเลเซีย แม้แผนถอนทหารยังต้องชะลอ แต่เปิดความหวังครั้งใหม่ในการคลี่คลายปัญหาความรุนแรงที่ยืดเยื้อมากว่า 2 ทศวรรษ
ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงเป็นปัญหาท้าทายรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย แนวทางแก้ไขปัญหากำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงเริ่มขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ใหม่ในปีงบประมาณ 2570 ด้วยการนำร่อง 14 อำเภอ เพื่อปรับบทบาทจากการใช้กำลังทหารเป็นกลไกหลัก ไปสู่การเพิ่มอำนาจการบริหารจัดการให้ฝ่ายพลเรือน โดยมีนายอำเภอเป็นศูนย์กลางประสานงานทุกภาคส่วน
การปรับยุทธศาสตร์ครั้งนี้อาจเปรียบได้กับการปลุกแนวคิด “ฮารับปันบารู” หรือ “ความหวังใหม่” ให้กลับมามีความหมายอีกครั้ง หลังจากชื่อดังกล่าวเคยถูกใช้กับโครงการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในอดีต แม้ไม่ใช่ชื่ออย่างเป็นทางการของโมเดลปัจจุบัน แต่สะท้อนความคาดหวังเดียวกัน นั่นคือการสร้างสันติสุขควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน
เปิด 14 อำเภอทดลองโมเดลใหม่
พื้นที่นำร่องครอบคลุม 3 จังหวัด รวม 14 อำเภอ ประกอบด้วย
จังหวัดสงขลา 3 อำเภอ ได้แก่ จะนะ นาทวี และสะบ้าย้อย
จังหวัดยะลา 5 อำเภอ ได้แก่ กาบัง ยะหา บันนังสตา ธารโต และเบตง
จังหวัดนราธิวาส 6 อำเภอ ได้แก่ จะแนะ แว้ง สุคิริน สุไหงโก-ลก สุไหงปาดี และตากใบ
พื้นที่เหล่านี้มีทั้งอำเภอที่ติดชายแดนมาเลเซียโดยตรงและอำเภอเชื่อมต่อ ซึ่งมีสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความท้าทายด้านความมั่นคงแตกต่างกัน จึงถูกเลือกเป็นพื้นที่ทดสอบการบริหารจัดการรูปแบบใหม่ ก่อนพิจารณาขยายผลไปยังพื้นที่อื่น
หัวใจสำคัญคือการยกระดับ ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ หรือ ศปก.อำเภอ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านแนวคิด “นายอำเภอ CEO” ในลักษณะเดียวกับการบริหารแบบผู้ว่าราชการจังหวัด CEO
นายอำเภอจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง กระทรวงศึกษาธิการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน โดยยังอยู่ภายใต้โครงสร้างการบังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัด
ฝันถอนทหารยังไม่เป็นจริง ต้องปรับเกมใหม่
เดิมทีแผนยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มีเป้าหมายทยอยลดบทบาทกำลังทหาร และถ่ายโอนภารกิจรักษาความปลอดภัยให้ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และกองอาสารักษาดินแดน หรือ อส. เข้ามารับผิดชอบมากขึ้น
แต่ข้อเท็จจริงกลับพบว่า การถ่ายโอนภารกิจยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามกรอบเวลาเดิม เนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงยังไม่คลี่คลายอย่างมั่นคง ขณะที่ความพร้อมของหน่วยงานผู้รับผิดชอบในพื้นที่ยังมีข้อจำกัด
นั่นหมายความว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่าน กำลังทหารยังคงมีบทบาทสำคัญในการดูแลความมั่นคงและปฏิบัติการที่จำเป็น โดยฝ่ายพลเรือนจะเริ่มเข้ามารับบทบาทนำในการบริหารและพัฒนาพื้นที่มากขึ้น
โมเดลใหม่จึงไม่ใช่การถอนทหารออกจากชายแดนใต้ทันที แต่เป็นการปรับความสัมพันธ์ระหว่าง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ให้สามารถดำเนินงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
ซีลชายแดนเข้ม ควบคู่การศึกษาและยกระดับคุณภาพชีวิต
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญคือการยกระดับความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–มาเลเซีย หรือ Border Seal เพื่อสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดนและกิจกรรมผิดกฎหมายที่อาจเกี่ยวข้องกับความไม่สงบ
อย่างไรก็ตาม การซีลชายแดนไม่ได้หมายความว่าจะสามารถปิดช่องทางผ่านแดนทุกแห่งได้อย่างสมบูรณ์ แต่เป็นแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจตรา เฝ้าระวัง และประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับภารกิจด้านการศึกษา การสร้างอาชีพ การพัฒนาเศรษฐกิจ การส่งเสริมความเป็นธรรม และการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน
เพราะการแก้ปัญหาความไม่สงบไม่อาจพึ่งพากำลังทางทหารเพียงอย่างเดียว หากประชาชนยังเผชิญปัญหาปากท้อง ขาดโอกาสทางการศึกษา หรือรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม เงื่อนไขความขัดแย้งก็อาจยังคงอยู่
จับตา 4 ทิศทางใหญ่ปลายปี 2569 สู่ปี 2570
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ใหม่กำลังสะท้อนแนวโน้มสำคัญ 4 ประการ
ประการแรก พลเรือนนำการบริหารและการพัฒนา โดยนายอำเภอมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดแผนงานที่ตอบโจทย์ประชาชนแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่ใช้มาตรการเดียวกันกับทุกอำเภอ
ประการที่สอง ชะลอการถอนทหารและถ่ายโอนพื้นที่ เพื่อรักษาระดับความปลอดภัยระหว่างที่กลไกฝ่ายปกครองและตำรวจเตรียมความพร้อม ก่อนประเมินความเหมาะสมในการลดกำลังทหารในอนาคต
ประการที่สาม ปรับแนวทางการทูตและการพูดคุยสันติสุข โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับประเทศมาเลเซียและกระบวนการลดความรุนแรงควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่
ประการที่สี่ ผลักดันทรัพยากรด้านการพัฒนาและคุณภาพชีวิต ให้เชื่อมโยงกับการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น ทั้งการศึกษา เศรษฐกิจ อาชีพ และความเป็นธรรม แม้ทิศทางการจัดสรรงบประมาณจริงยังต้องติดตามตรวจสอบต่อไป
เดิมพันครั้งสำคัญ รัฐบาลจะเปลี่ยนความหวังเป็นสันติสุขได้จริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม แม้โมเดล 14 อำเภอจะได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง แต่ยังมีคำถามสำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานรับผิดชอบต้องให้คำตอบ
นายอำเภอจะมีอำนาจตัดสินใจได้มากน้อยเพียงใด เมื่อต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงที่มีสายการบังคับบัญชาของตนเอง? อาสารักษาดินแดนและตำรวจมีความพร้อมเพียงใดในการรับภารกิจเพิ่มเติม? และที่สำคัญที่สุด ประชาชนในพื้นที่จะมีโอกาสร่วมกำหนดทิศทางการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริงหรือไม่?
เพราะบทเรียนจากความขัดแย้งที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนโครงสร้างหน่วยงานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่น ความเป็นธรรม และความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
การเดินหน้าปีงบประมาณ 2570 จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าแนวคิด “นายอำเภอ CEO” จะช่วยให้การบริหารจัดการปัญหาชายแดนใต้มีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่
สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของนโยบายดับไฟใต้คงไม่อาจวัดจากจำนวนกำลังทหารที่ถอนออก จำนวนหน่วยงานที่ตั้งขึ้นใหม่ หรือจำนวนแผนยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลประกาศใช้
แต่ต้องวัดจากชีวิตของประชาชนที่ปลอดภัยขึ้น เด็กและเยาวชนที่มีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น เศรษฐกิจชุมชนที่ฟื้นตัว และความหวาดระแวงที่ค่อย ๆ ลดลง
เพราะสันติสุขที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงวันที่เสียงปืนเงียบลง แต่ต้องเกิดขึ้นในวันที่ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และมีอนาคตที่ดีในบ้านเกิดของตนเอง
“ฮารับปันบารู” หรือความหวังใหม่ครั้งนี้ จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ชายแดนใต้ หรือเป็นเพียงอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้บนหน้ากระดาษ คำตอบกำลังรอการพิสูจน์จากผลการดำเนินงานจริงในระยะต่อไป!
